Thursday, January 8, 2015

ตอนที่5 :ไปวิ่งกันเถอะ ไปวิ่งกันเถอะ (เตรียมเอกสาร)



สวัสดีครัชพ่อแม่พี่น้องทุกท่านนน!!!
หลังจากที่คราวก่อนได้พิมพ์ถึงวิธีการเลือกมหาวิทยาลัย รวมไปถึงทุนการศึกษาที่ทางประเทศไต้หวันได้เปิดให้ชาวต่างชาติได้ยื่นขอไปแล้วนั้น (ใครที่ยังไม่ได้อ่าน สามารถกลับไปย้อนอ่านได้นะ ตั้งแต่ตอนแรกเลยก็ดี นะ นะ) คราวนี้ผมจะขอพูดในส่วนของการเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการเข้าเรียนกันนะครัชช
ในหลายๆประเทศในซีกโลกตะวันตก อย่างที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกคนจะทราบกันดีว่าจะต้องมีการสอบวัดระดับภาษาสุดหินอย่าง TOEFL และ IELT ซึ่งเป็นการสอบวัดระดับทางภาษาที่ค่อนข้างโหด หิน และเหี้ยม เทียบเท่ากับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแบบย่อยๆ เพราะนอกจากเนื้อหาข้อสอบที่มาจากบทความและหนังสือเรียนทางวิชาการที่บางทีเจ้าของภาษาเองก็ยังสอบตกแล้ว(เพื่อนบอกมาอีกที ส่วนตัวคิดว่าน่าจะคล้ายๆกับที่นักเรียนไทยสอบตกภาษาไทย เอ๊าใครเคยตกวิชาภาษาไทยมาก่อนขอให้ยกมือขึ๊นน) แถมยังต้องทำข้อสอบให้เสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัด(มาก) อีกต่างหาก  

การใช้คะแนนสอบวัดระดับนี้เป็นตัววัด เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยมั่นใจได้ว่า หลังจากที่รับเราเข้ามาเรียนแล้ว เราจะไม่ง่อยในการเข้าเรียนและดรอปออกก่อนเรียนจบหลักสูตร (กลัวว่าเอาเงินที่ทางมหาวิทยาลัยเสียไปเปล่าๆนั่นแหล่ะ) แต่สำหรับในประเทศทางฝั่งตะวันออกอย่างเราๆ หลายประเทศสามารถใช้คะแนน TOEIC ยืนแทน TOEFL ได้ ซึ่งข้อสอบจะมีความง่ายกว่าและมีความซับซ้อนน้อยกว่า TOEFL โดยต้องเช็คเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยดีๆว่าสามารถใช้คะแนนแทนกันได้หรือไม่ครับ

มหาวิทยาลัยในไต้หวันนั้น จะแบ่งภาคเรียน หรือปีการศึกษา หรือ เทอม(เออนั่นแหล่ะ รู้กันนะ) ออกเป็นสามช่วงใหญ่ๆ เหมือนบ้านเราคือ เทอม Fall Semester (หรือที่เรียกกันสวยๆว่า ภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง อู๊ยยย ฟังดูญี่ปุ๊นนญี่ปุ่น)  เทอม Spring Semester (ภาคเรียน ฤดูใบไม้ผลิ) และ ฤดูร้อน (ภาคเรียนฤดูร้อน)<-จะวงเล็บทำไม
ซึ่งแต่ละภาคเรียนจะมีระยะเวลาประมาณดังนี้ครับ (อ้างอิงจากมหาวิทยาลัย NCKUจ้า)



Fall Semester:  ช่วงกลางเดือนกันยายน- ปลายเดือนมกราคม
Spring Semester: ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ (หลังจากเทศกาลตรุษจีน)- ต้นเดือน กรกฏาคม 
Summer Semester: ช่วงปลายเดือน กรกฏาคม-ต้นเดือนกันยายน

โดยปกติแล้วจะแนะนำให้สมัครเข้าเรียนในช่วง Fall Semester มากกว่า Spring semester เพราะจะเป็นไปตามปฏิทินกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีงานรับน้องใหม่และกิจกรรมของชมรมต่างๆจะค่อนข้างคึกคักกว่าในเทอมที่สอง และช่วงงานรับปริญญาก็จะเป็นไปตามแบบแผน ประเพณีของมหาวิทยาลัยกว่า ถ้าเราเข้าเรียนในช่วง Spring semester บางทียังไม่ทันคิดหัวข้อตัวจบ แต่ทางคณะก็จะให้เราไปยืนถ่ายรูปชูสองนิ้วพร้อมใบปริญญา(ปลอมๆ) ร่วมกับเพื่อนๆ Fall semester ด้วยเพราะถือว่าเป็นรุ่นเดียวกัน (ยิ่งบ้านเราจะถือเรื่องการใส่ครุยด้วย บางคนถึงขั้นเงิบหลังจากที่รู้เรื่องระเบียบการดังกล่าว)

สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโท หลายๆมหาวิทยาลัยจะมีการให้นักศึกษาเรียนเสริมในช่วงฤดูร้อนเพื่อปรับพื้นฐานให้กับนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนมาตรงสาย โดยขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เราจบมา เพราะบางคนจบตรงสายและเกรดสวยสามารถทำเรื่องขอยกเว้นไม่เรียนได้ ต้องเช็คกับทางฝ่ายวิชาการศึกษาของคณะในส่วนนี้ดีๆ ยกตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัย NCKU ภาควิชา IMBA ที่ผมเรียนอยู่ จะมีการเปิดเรียนช่วงฤดูร้อน โดย นักศึกษาจะต้องเรียนวิชา Statistic, Economic และ Accounting แต่เผอิญว่าคะแนนบัญชีกับคะแนนวิชาสถิติ สมัยเรียนปอตรี ผมไปจูงหมามาเดินเล่นในใบเกรดมากไป เลยต้องไปเรียนซ้ำกะเค้าด้วย T^T (ตั้งใจเรียนกันเถิดน้องๆ) 

ต่อมาเป็นเรื่องของเอกสารที่จำเป็นจะต้องใช้ยื่นเพื่อการสมัครเข้าเรียนต่อนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ผมจะอิงจากประสบการณ์ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละมหาวิทยาลัยครับผม โดยเอกสารที่ต้องใช้หลักๆจะมีดังนี้ครับ

1. ใบแสดงผลทางการศึกษา หรือที่เรียกกันว่าใบเกรด( Official Transcript)
ใบเกรดที่มีคะแนนรายวิชาต่างๆครบจบบริบูรณ์ทางการศึกษาแล้ว ซึ่งสำหรับคนที่กำลังคิดจะเตรียมตัวไปเรียน แต่ก็กำลังเรียนอยู่ พยายามอัพคะแนนวิชาต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กับสาขาที่สนใจจะไปเรียนให้สูงๆไว้ เพราะว่าอาจจะมีกรณีหักหลังนักศึกษาเหมือนผมเกิดขึ้นได้ครับ (เศร้าแพรบ)  และใบเกรดนี้ต้องเป็นฉบับภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับผม 
สำหรับในส่วนนี้ ถ้าหากรู้ก่อนแล้วว่าคณะที่ตัวเองกำลังจะไปเรียนมีหลักสูตรภาคฤดูร้อน และเราไม่อยากเรียนซัมเมอร์ในวิชานั้นๆ บางคณะจะให้นักศึกษาเตรียม Course syllabus ฉบับภาษาอังกฤษของวิชาที่จะทำเรื่องขอยกเว้นไว้ด้วย เพื่อเปรียบเทียบเนื้อหาที่เราเคยเรียนมากับวิชาที่เปิดสอน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเคยเรียนวิชา  business Accounting 101 มาแล้ว ให้เตรียม Course syllabus ของวิชานั้นมาพร้อมกับใบเกรดเรา เค้าจะดูว่าเนื้อหาที่เราเคยเรียนตรงกับวิชา Accounting ที่ทางเค้าเปิดสอนให้มากน้อยแค่ไหน และเกรดเราเป็นอย่างไร ถ้าเกรดเราดี เค้าจะทำการละเว้นวิชาเรียนให้ครับ


2. ใบปริญญาบัตรวุฒิการศึกษาที่สูงที่สุด (The Highest degree diploma)
คือใบปริญญาบัตรที่เราจบมาสูงสุดครับ เป็นใบเดียวกับที่เราเข้ารับจากงานรับปริญญานั่นแหล่ะ แต่ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ ซึ่งบางมหาวิทยาลัยจะมีให้บริการจัดทำใบแปลปริญญา หรือใบปริญญาฉบับภาษาอังกฤษให้เรา ซึ่งเราสามารถเอาตัวนี้ไปประกอบการสมัครเรียนต่อได้ครับ

3. ใบรับรองสถานะทางการเงิน (Banking/Financial statement)
เอกสารตัวนี้ทางเราต้องไปยื่นขอกับทางธนาคารครับ สำหรับน้องๆที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองขอให้ใช้บัญชีของบิดามารดรในการยื่นขอStatementนะครับ ซึ่งนอกจากตัวเอกสารจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ โดยยื่นทำเรื่องกับทางธนาคารแล้ว ยังต้องเป็นบัญชีที่มีการเคลื่อนไหว (มีเงินเข้า-ออก) อย่างสม่ำเสมอ และมีเงินฝากอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 150,000 NTD หรือประมาณ หนึ่งแสนหกหมื่นบาทไทย (เหลือๆ) อีกด้วยครับผม เพราะจะเป็นเอกสารที่แสดงว่าเรามีเงินมากพอที่จะใช้ในการเรียน และการดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในประเทศไต้หวัน ไม่ดรอปออกจากการเรียนแล้วไปหางาพิเศษทำ หรือว่าลักลอบทำงานผิดกฏหมาย ไม่หนีเข้าเมืองเค้าครับ ซึ่งต้องตรวจเช็คกับทางธนาคารแต่ละแห่งว่ามีที่ไหนรับทำบ้าง ซึ่งเอกสารตัวนี้ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ 3-7 วันครับ (สำหรับผมใช้ธนาคารสีม่วงในการยื่นขอใบครับ) 
สำหรับเอกสารที่กล่าวมา สามอย่างเบื้องต้นนั้น หลังจากที่ได้รับเอกสารมาอยู่ในมือแล้ว เราจะต้องไปทำเรื่องยื่นขอรับรองเอกสารที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านการฑูตต่างๆระหว่างประเทศไต้หวันและประเทศไทย โดยดูแลในเรื่องของการทำวีซ่า รับรองเอกสาร และดูแลคนไต้หวันในเมืองไทยและคนไทยที่อยู่ในไต้หวันครับ เพื่อยืนยันว่าเอกสารที่เราจะยื่นให้กับทางมหาวิทยาลัยนั้น สามารถเชื่อถือได้และมีอยู่จริง
 (รายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองเอกสารและขอวีซ่าจะอยู่ในหัวข้อถัดจากนี้ในเรื่องของสถานฑูตทั้งหมดนะครับ)

4. จดหมายแนะนำตัว (Recommendation letters)
จดหมายฉบับนี้จะถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่เป็นหัวหน้าเรา อาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ใหญ่ที่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราทางสายเลือด (เกี่ยวก็ได้แต่ควรจะมีนามสกุลที่ต่างกับเรา) เพื่อที่จะรับรองว่าพฤติกรรมของเราสามารถปล่อยให้ไปอยู่ต่างประเทศได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น รวมไปถึงเป็นการเล่าเกี่ยวกับตัวเราจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เรา ในส่วนนี้ผมแนะนำว่าให้ อาจารย์ที่ปรึกษาที่รู้จักเราหรือสนิทกับเราเป็นผู้เขียนเพื่อที่เค้าจะได้เขียนตรงกับความเป็นตัวเราที่สุด หรืออาจจะรบกวนขออาจารย์ที่มียศทางวิชาการที่สูง ถ้าได้รองคณบดี หรือคณบดี หรือจะอธิการไปเลยจะดูดีมีชาติการ์ตูน เอ๊ยยย ตระกูลมาก กว่าอาจารย์ปกติ หรืออาจจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสายงานของเรา เพราะจะทำให้โพรไฟล์ของเราดูดีขึ้น เพราะเราจะดูเหมือนว่ามีคนใหญ่คนโตที่เก่งกาจคอยให้ความช่วยเหลือ ดูแลเราอยู่ครับ

5. สำเนาหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน
บางมหาวิทยาลัยต้องการให้เราส่งมาเพื่อยืนยันว่าเราเป็นประชาชนชองชาตินั้นๆจริงๆ แค่นั้นเองจ้า

6. การวางแผนในการเรียนและประวัติส่วนตัวอย่างย่อของเรา (Autobiography and Study plan)
ในส่วนนี้จะเป็นเหมือนการเรียงความในแบบย่อๆ ประมาณ 1-2 หน้าเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเค้าต้องการทราบถึงประวัติของตัวเราเอง ความสนใจ และตัวตนของเรา รวมไปถึง เหตุการณ์ที่เราได้ผ่าน หรือประสบความสำเร็จจนถึง ณ ปัจจุบัน(ขอเน้นงานใหญ่ๆ เช่นมีตำแหน่งในสภานักเรียน หรือว่าชนะการประกวดระดับใหญ่ๆ หรือว่าเป็นสมาชิกสมาคมต่างๆแล้วสร้างคุนงามความดีให้กับหน่วยงาน อันนี้ควรใส่ครับ ส่วนประเภทไปร่วมค่ายคุณธรรม หรือเข้าร่วมงานรับน้องมหาวิทยาลัย ตอนอยู่ปีหนึ่ง หรือว่ากีฬาสี อันนี้ไม่ต้องใส่นะ ได้โปรด) ซึ่งจะแบ่งให้ดูแบบง่ายๆดังนี้ครับ

ควรเขียน
- เข้าร่วมกิจกรรมงานใหญ่ๆระดับชาติ
-เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนักศึกษา สภานักเรียน หัวหน้าโครงงานใหญ่ๆ
- จุดเปลี่ยนของชีวิต/เหตุการณ์ อะไรที่ทำให้เราอยากทำงานในอนาคตที่คิดไว้ หรืออะไรที่ทำให้เราอยากเรียน MBA
- มองเห็นตัวเองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเป็นยังไง หรือว่าวางแผนอนาคตเป็นยังไง
- เพื่อนๆมองเราว่าเราเป็นคนยังไงจากที่เค้าพูดกัน
- สิ่งที่ชอบ หรือมีปรารถนาแรงกล้า(passion) ในด้านไหนเป็นพิเศษ (สั้นๆนะจ๊ะ)
ไม่ควรเขียน
-เรื่องของพ่อแม่ เช่นชื่อ อายุ, การงานสามารถใส่ได้ถ้ามันเป็นแรงบันดาลใจของเรา
- มีพี่น้องกี่คน เค้าอยากจ้างเรา ไม่ได้อยากจ้างพี่น้องหรือว่าพ่อแม่ของเราจ้า
- ไปเข้าค่ายคุณธรรม เข้าร่วมงานรับน้อง ไปวิ่งงานกีฬาสี งานอดิเรก ว่ายน้ำตกปลาทำสปา ไม่ต้องไปบอกเค้าจ่ะ
- สำหรับแพลนในอนาคต ไม่ต้องเล่าว่าจะแต่งงานมีลูกกี่คน เลี้ยงลูกยังไง เอาแค่ความก้าวหน้าในส่วนของการงานก็พอจ้า เช่นอยากเป็นเจ้าของกิจการ หรือจะทำงานในองค์กรไหนก็ว่ากันไป

สำหรับในส่วนของ Study plan จะเน้นไปในเรื่องส่วนที่ว่าเราวางแผนการเรียนของเรามายังไง มีเรื่องหรือหัวข้อไหนที่เราสนใจ หรือต้องการทำเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นพิเศษหรือไหม่ และเรามีทัศนคติของเราต่อการเรียนในสายวิชาที่เราเคยเรียนและต้องการจะเรียนเป็นอย่างไร เพราะว่าในส่วนนี้จะส่งผลการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเรา และส่งผลไปถึงการเลือกลงวิชาเรียนของเราด้วยครับ 

ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเป็นเอกสารหลักๆที่สำคัญ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะต้องให้เรานำส่งประกอบการสมัครเรียน ซึ่งเราต้องทำการกรอกใบสมัครเรียนและใบยืนยันการสมัครเรียน (Declaration form) ในการยื่นสมัครเข้าเรียน ผมแนะนำให้อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตรของมหาวิทยาลัยดีๆ ก่อนที่จะเซ็นชื่อลงในใบยืนยันฉบับนี้ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของขอบเขตระยะเวลาการให้ทุน วิชาที่จำเป็นต้องเรียนเพื่อทำเรื่องจบ เงื่อนไขการสอบวิทยานิพนธ์ การเลือกและจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษา รวมเอกสารที่จำเป็นอื่นๆที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในโพสนี้ เพราะบางทีมันจะส่งผลที่มหาศาลถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตนักเรียนทุนอย่างเราๆกันไปได้ เพราะฉะนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนทำการลงทุนครับ :D

โพสหน้าจะเกี่ยวกับการติดต่อกับสถานฑูตทั้งหมดนะครับผม ขอบคุณคนที่ติดตามกันมาและพึ่งติดตามนะครับบ ถ้าคิดว่าเขียนดี ชอบ ช่วยโฆษณาให้เก๊าด้วยน๊าาาา ขอบคุณครับผ๊ม :))

Highlight Summary:
- ถ้ารู้ตัวว่าอยากไปเรียนที่ไต้หวัน อย่าลืมตรวจสอบรอบการเปิดรับสมัครของแต่ละทุนในเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัย/องค์กรไว้ให้ดี
- ถ้าเลือกได้รอบว่าอยากเรียนภาคการศึกษาไหนแล้ว รีบไปสอบภาษาอังกฤษไว้เนิ่นๆไม่ว่าจะเป็น TOEIC/TOEFL
- เอกสารทุกอย่างที่ต้องส่งไปจะต้องเป็นภาษาอังกฤษและได้รับการรับรองเอกสารจากสำนักงานการค้าเศรษฐกิจไต้หวันแล้ว
- Recommendation Letters, Study Plan ควรเขียนเป้าหมายให้ชัด เพราะมีผลต่อหลายๆมหาวิทยาลัยในการเลือกเด็กเข้าเรียนด้วย


Puipui Adventure
#puipuiadventure

Credit: ขอบคุณรูปประกอบจาก Google, NCKU และ 9Gag ครับ

ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure

ปล. ถ้าเขียนไม่ดี ติดขัดตรงไหนสงสัยอะไรสอบถามกันเข้ามาได้ตรงที่คอมเม้นท์เลยนะก๊าบบ ขอบคุณฮับบบ
ปล.2 สำหรับใครที่ไม่รู้จะเริ่มเขียน Study plan หรือ Autobiography ยังไง ลองสอบถามอากู๋เกิ้ลได้เลยจ้า เพราะมีตัวอย่างและไอเดียในการเขียนแจกจ่ายให้เป็นตัวอย่างอยู่เต็มไปหมดเลยครับ

1 comment:

  1. รบกวนสอบถามเรื่อง ใบรับรองสถานะทางการเงิน (Banking/Financial statement
    ไม่ทราบว่าต้องส่งเป็น bank statement หรือว่า ใบรับรองทางการเงินอ่ะค่ะ หรือว่าได้ทั้งสองอย่างค่ะ ในระบบเค้าให้อัพโหลดอันเดียว แล้วทางเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตอบคำถามในอีเมล์ที่ส่งไปเลยค่ะ

    พอดีกำลังสมัคร IMBA ของ NCKU

    ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ สำหรับคำตอบ

    ReplyDelete