สวัสดีครัชพ่อแม่พี่น้องทุกท่านนน!!!
หลังจากที่คราวก่อนได้พิมพ์ถึงวิธีการเลือกมหาวิทยาลัย
รวมไปถึงทุนการศึกษาที่ทางประเทศไต้หวันได้เปิดให้ชาวต่างชาติได้ยื่นขอไปแล้วนั้น
(ใครที่ยังไม่ได้อ่าน สามารถกลับไปย้อนอ่านได้นะ ตั้งแต่ตอนแรกเลยก็ดี นะ นะ) คราวนี้ผมจะขอพูดในส่วนของการเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการเข้าเรียนกันนะครัชช
ในหลายๆประเทศในซีกโลกตะวันตก อย่างที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ
ทุกคนจะทราบกันดีว่าจะต้องมีการสอบวัดระดับภาษาสุดหินอย่าง TOEFL และ IELT
ซึ่งเป็นการสอบวัดระดับทางภาษาที่ค่อนข้างโหด หิน และเหี้ยม
เทียบเท่ากับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแบบย่อยๆ
เพราะนอกจากเนื้อหาข้อสอบที่มาจากบทความและหนังสือเรียนทางวิชาการที่บางทีเจ้าของภาษาเองก็ยังสอบตกแล้ว(เพื่อนบอกมาอีกที
ส่วนตัวคิดว่าน่าจะคล้ายๆกับที่นักเรียนไทยสอบตกภาษาไทย
เอ๊าใครเคยตกวิชาภาษาไทยมาก่อนขอให้ยกมือขึ๊นน) แถมยังต้องทำข้อสอบให้เสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัด(มาก)
อีกต่างหาก
การใช้คะแนนสอบวัดระดับนี้เป็นตัววัด เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยมั่นใจได้ว่า หลังจากที่รับเราเข้ามาเรียนแล้ว เราจะไม่ง่อยในการเข้าเรียนและดรอปออกก่อนเรียนจบหลักสูตร (กลัวว่าเอาเงินที่ทางมหาวิทยาลัยเสียไปเปล่าๆนั่นแหล่ะ) แต่สำหรับในประเทศทางฝั่งตะวันออกอย่างเราๆ หลายประเทศสามารถใช้คะแนน TOEIC ยืนแทน TOEFL ได้ ซึ่งข้อสอบจะมีความง่ายกว่าและมีความซับซ้อนน้อยกว่า TOEFL โดยต้องเช็คเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยดีๆว่าสามารถใช้คะแนนแทนกันได้หรือไม่ครับ
มหาวิทยาลัยในไต้หวันนั้น จะแบ่งภาคเรียน หรือปีการศึกษา หรือ เทอม(เออนั่นแหล่ะ รู้กันนะ) ออกเป็นสามช่วงใหญ่ๆ เหมือนบ้านเราคือ เทอม Fall Semester (หรือที่เรียกกันสวยๆว่า ภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง อู๊ยยย ฟังดูญี่ปุ๊นนญี่ปุ่น) เทอม Spring Semester (ภาคเรียน ฤดูใบไม้ผลิ) และ ฤดูร้อน (ภาคเรียนฤดูร้อน)<-จะวงเล็บทำไม
ซึ่งแต่ละภาคเรียนจะมีระยะเวลาประมาณดังนี้ครับ (อ้างอิงจากมหาวิทยาลัย NCKUจ้า)
Fall Semester: ช่วงกลางเดือนกันยายน-
ปลายเดือนมกราคม
Spring Semester: ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ (หลังจากเทศกาลตรุษจีน)-
ต้นเดือน
กรกฏาคม
Summer Semester: ช่วงปลายเดือน กรกฏาคม-ต้นเดือนกันยายน
โดยปกติแล้วจะแนะนำให้สมัครเข้าเรียนในช่วง Fall Semester มากกว่า Spring
semester เพราะจะเป็นไปตามปฏิทินกิจกรรมของมหาวิทยาลัย
ซึ่งจะมีงานรับน้องใหม่และกิจกรรมของชมรมต่างๆจะค่อนข้างคึกคักกว่าในเทอมที่สอง
และช่วงงานรับปริญญาก็จะเป็นไปตามแบบแผน ประเพณีของมหาวิทยาลัยกว่า ถ้าเราเข้าเรียนในช่วง Spring semester บางทียังไม่ทันคิดหัวข้อตัวจบ
แต่ทางคณะก็จะให้เราไปยืนถ่ายรูปชูสองนิ้วพร้อมใบปริญญา(ปลอมๆ) ร่วมกับเพื่อนๆ Fall
semester ด้วยเพราะถือว่าเป็นรุ่นเดียวกัน (ยิ่งบ้านเราจะถือเรื่องการใส่ครุยด้วย
บางคนถึงขั้นเงิบหลังจากที่รู้เรื่องระเบียบการดังกล่าว)
สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโท
หลายๆมหาวิทยาลัยจะมีการให้นักศึกษาเรียนเสริมในช่วงฤดูร้อนเพื่อปรับพื้นฐานให้กับนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนมาตรงสาย
โดยขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เราจบมา เพราะบางคนจบตรงสายและเกรด ”สวย” สามารถทำเรื่องขอยกเว้นไม่เรียนได้
ต้องเช็คกับทางฝ่ายวิชาการศึกษาของคณะในส่วนนี้ดีๆ ยกตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัย NCKU
ภาควิชา
IMBA ที่ผมเรียนอยู่ จะมีการเปิดเรียนช่วงฤดูร้อน โดย
นักศึกษาจะต้องเรียนวิชา Statistic, Economic และ Accounting
แต่เผอิญว่าคะแนนบัญชีกับคะแนนวิชาสถิติ
สมัยเรียนปอตรี ผมไปจูงหมามาเดินเล่นในใบเกรดมากไป เลยต้องไปเรียนซ้ำกะเค้าด้วย T^T
(ตั้งใจเรียนกันเถิดน้องๆ)
ต่อมาเป็นเรื่องของเอกสารที่จำเป็นจะต้องใช้ยื่นเพื่อการสมัครเข้าเรียนต่อนะครับ
ซึ่งในส่วนนี้ผมจะอิงจากประสบการณ์ของตัวเองเป็นหลัก
ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละมหาวิทยาลัยครับผม โดยเอกสารที่ต้องใช้หลักๆจะมีดังนี้ครับ
1. ใบแสดงผลทางการศึกษา หรือที่เรียกกันว่าใบเกรด( Official Transcript)
ใบเกรดที่มีคะแนนรายวิชาต่างๆครบจบบริบูรณ์ทางการศึกษาแล้ว
ซึ่งสำหรับคนที่กำลังคิดจะเตรียมตัวไปเรียน แต่ก็กำลังเรียนอยู่
พยายามอัพคะแนนวิชาต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กับสาขาที่สนใจจะไปเรียนให้สูงๆไว้
เพราะว่าอาจจะมีกรณีหักหลังนักศึกษาเหมือนผมเกิดขึ้นได้ครับ (เศร้าแพรบ)
และใบเกรดนี้ต้องเป็นฉบับภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับผม
สำหรับในส่วนนี้ ถ้าหากรู้ก่อนแล้วว่าคณะที่ตัวเองกำลังจะไปเรียนมีหลักสูตรภาคฤดูร้อน และเราไม่อยากเรียนซัมเมอร์ในวิชานั้นๆ บางคณะจะให้นักศึกษาเตรียม Course syllabus ฉบับภาษาอังกฤษของวิชาที่จะทำเรื่องขอยกเว้นไว้ด้วย เพื่อเปรียบเทียบเนื้อหาที่เราเคยเรียนมากับวิชาที่เปิดสอน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเคยเรียนวิชา business Accounting 101 มาแล้ว ให้เตรียม Course syllabus ของวิชานั้นมาพร้อมกับใบเกรดเรา เค้าจะดูว่าเนื้อหาที่เราเคยเรียนตรงกับวิชา Accounting ที่ทางเค้าเปิดสอนให้มากน้อยแค่ไหน และเกรดเราเป็นอย่างไร ถ้าเกรดเราดี เค้าจะทำการละเว้นวิชาเรียนให้ครับ
สำหรับในส่วนนี้ ถ้าหากรู้ก่อนแล้วว่าคณะที่ตัวเองกำลังจะไปเรียนมีหลักสูตรภาคฤดูร้อน และเราไม่อยากเรียนซัมเมอร์ในวิชานั้นๆ บางคณะจะให้นักศึกษาเตรียม Course syllabus ฉบับภาษาอังกฤษของวิชาที่จะทำเรื่องขอยกเว้นไว้ด้วย เพื่อเปรียบเทียบเนื้อหาที่เราเคยเรียนมากับวิชาที่เปิดสอน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเคยเรียนวิชา business Accounting 101 มาแล้ว ให้เตรียม Course syllabus ของวิชานั้นมาพร้อมกับใบเกรดเรา เค้าจะดูว่าเนื้อหาที่เราเคยเรียนตรงกับวิชา Accounting ที่ทางเค้าเปิดสอนให้มากน้อยแค่ไหน และเกรดเราเป็นอย่างไร ถ้าเกรดเราดี เค้าจะทำการละเว้นวิชาเรียนให้ครับ
2. ใบปริญญาบัตรวุฒิการศึกษาที่สูงที่สุด (The Highest degree
diploma)
คือใบปริญญาบัตรที่เราจบมาสูงสุดครับ
เป็นใบเดียวกับที่เราเข้ารับจากงานรับปริญญานั่นแหล่ะ แต่ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ ซึ่งบางมหาวิทยาลัยจะมีให้บริการจัดทำใบแปลปริญญา
หรือใบปริญญาฉบับภาษาอังกฤษให้เรา
ซึ่งเราสามารถเอาตัวนี้ไปประกอบการสมัครเรียนต่อได้ครับ
3. ใบรับรองสถานะทางการเงิน (Banking/Financial statement)
เอกสารตัวนี้ทางเราต้องไปยื่นขอกับทางธนาคารครับ
สำหรับน้องๆที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองขอให้ใช้บัญชีของบิดามารดรในการยื่นขอStatementนะครับ
ซึ่งนอกจากตัวเอกสารจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ โดยยื่นทำเรื่องกับทางธนาคารแล้ว
ยังต้องเป็นบัญชีที่มีการเคลื่อนไหว (มีเงินเข้า-ออก)
อย่างสม่ำเสมอ และมีเงินฝากอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 150,000 NTD หรือประมาณ
หนึ่งแสนหกหมื่นบาทไทย (เหลือๆ) อีกด้วยครับผม เพราะจะเป็นเอกสารที่แสดงว่าเรามีเงินมากพอที่จะใช้ในการเรียน
และการดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในประเทศไต้หวัน ไม่ดรอปออกจากการเรียนแล้วไปหางาพิเศษทำ
หรือว่าลักลอบทำงานผิดกฏหมาย ไม่หนีเข้าเมืองเค้าครับ
ซึ่งต้องตรวจเช็คกับทางธนาคารแต่ละแห่งว่ามีที่ไหนรับทำบ้าง
ซึ่งเอกสารตัวนี้ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ 3-7 วันครับ
(สำหรับผมใช้ธนาคารสีม่วงในการยื่นขอใบครับ)
สำหรับเอกสารที่กล่าวมา สามอย่างเบื้องต้นนั้น
หลังจากที่ได้รับเอกสารมาอยู่ในมือแล้ว เราจะต้องไปทำเรื่องยื่นขอ“รับรองเอกสาร” ที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป
ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านการฑูตต่างๆระหว่างประเทศไต้หวันและประเทศไทย โดยดูแลในเรื่องของการทำวีซ่า รับรองเอกสาร
และดูแลคนไต้หวันในเมืองไทยและคนไทยที่อยู่ในไต้หวันครับ เพื่อยืนยันว่าเอกสารที่เราจะยื่นให้กับทางมหาวิทยาลัยนั้น
สามารถเชื่อถือได้และมีอยู่จริง
(รายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองเอกสารและขอวีซ่าจะอยู่ในหัวข้อถัดจากนี้ในเรื่องของสถานฑูตทั้งหมดนะครับ)
(รายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองเอกสารและขอวีซ่าจะอยู่ในหัวข้อถัดจากนี้ในเรื่องของสถานฑูตทั้งหมดนะครับ)
4. จดหมายแนะนำตัว (Recommendation letters)
จดหมายฉบับนี้จะถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่เป็นหัวหน้าเรา อาจารย์ที่ปรึกษา
หรือผู้ใหญ่ที่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราทางสายเลือด
(เกี่ยวก็ได้แต่ควรจะมีนามสกุลที่ต่างกับเรา)
เพื่อที่จะรับรองว่าพฤติกรรมของเราสามารถปล่อยให้ไปอยู่ต่างประเทศได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น
รวมไปถึงเป็นการเล่าเกี่ยวกับตัวเราจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เรา
ในส่วนนี้ผมแนะนำว่าให้
อาจารย์ที่ปรึกษาที่รู้จักเราหรือสนิทกับเราเป็นผู้เขียนเพื่อที่เค้าจะได้เขียนตรงกับความเป็นตัวเราที่สุด
หรืออาจจะรบกวนขออาจารย์ที่มียศทางวิชาการที่สูง ถ้าได้รองคณบดี หรือคณบดี หรือจะอธิการไปเลยจะดูดีมีชาติการ์ตูน
เอ๊ยยย ตระกูลมาก กว่าอาจารย์ปกติ หรืออาจจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสายงานของเรา
เพราะจะทำให้โพรไฟล์ของเราดูดีขึ้น เพราะเราจะดูเหมือนว่ามีคนใหญ่คนโตที่เก่งกาจคอยให้ความช่วยเหลือ
ดูแลเราอยู่ครับ
5. สำเนาหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน
บางมหาวิทยาลัยต้องการให้เราส่งมาเพื่อยืนยันว่าเราเป็นประชาชนชองชาตินั้นๆจริงๆ
แค่นั้นเองจ้า
6. การวางแผนในการเรียนและประวัติส่วนตัวอย่างย่อของเรา (Autobiography
and Study plan)
ในส่วนนี้จะเป็นเหมือนการเรียงความในแบบย่อๆ ประมาณ 1-2 หน้าเป็นภาษาอังกฤษ
เพราะเค้าต้องการทราบถึงประวัติของตัวเราเอง ความสนใจ และตัวตนของเรา รวมไปถึง
เหตุการณ์ที่เราได้ผ่าน หรือประสบความสำเร็จจนถึง ณ ปัจจุบัน(ขอเน้นงานใหญ่ๆ
เช่นมีตำแหน่งในสภานักเรียน หรือว่าชนะการประกวดระดับใหญ่ๆ
หรือว่าเป็นสมาชิกสมาคมต่างๆแล้วสร้างคุนงามความดีให้กับหน่วยงาน อันนี้ควรใส่ครับ
ส่วนประเภทไปร่วมค่ายคุณธรรม หรือเข้าร่วมงานรับน้องมหาวิทยาลัย ตอนอยู่ปีหนึ่ง
หรือว่ากีฬาสี อันนี้ไม่ต้องใส่นะ ได้โปรด) ซึ่งจะแบ่งให้ดูแบบง่ายๆดังนี้ครับ
ควรเขียน
- เข้าร่วมกิจกรรมงานใหญ่ๆระดับชาติ
-เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนักศึกษา สภานักเรียน หัวหน้าโครงงานใหญ่ๆ
- จุดเปลี่ยนของชีวิต/เหตุการณ์ อะไรที่ทำให้เราอยากทำงานในอนาคตที่คิดไว้
หรืออะไรที่ทำให้เราอยากเรียน MBA
- มองเห็นตัวเองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเป็นยังไง หรือว่าวางแผนอนาคตเป็นยังไง
- เพื่อนๆมองเราว่าเราเป็นคนยังไงจากที่เค้าพูดกัน
- สิ่งที่ชอบ หรือมีปรารถนาแรงกล้า(passion) ในด้านไหนเป็นพิเศษ (สั้นๆนะจ๊ะ)
ไม่ควรเขียน
-เรื่องของพ่อแม่ เช่นชื่อ อายุ,
การงานสามารถใส่ได้ถ้ามันเป็นแรงบันดาลใจของเรา
- มีพี่น้องกี่คน เค้าอยากจ้างเรา ไม่ได้อยากจ้างพี่น้องหรือว่าพ่อแม่ของเราจ้า
- ไปเข้าค่ายคุณธรรม เข้าร่วมงานรับน้อง ไปวิ่งงานกีฬาสี งานอดิเรก
ว่ายน้ำตกปลาทำสปา ไม่ต้องไปบอกเค้าจ่ะ
- สำหรับแพลนในอนาคต ไม่ต้องเล่าว่าจะแต่งงานมีลูกกี่คน เลี้ยงลูกยังไง
เอาแค่ความก้าวหน้าในส่วนของการงานก็พอจ้า เช่นอยากเป็นเจ้าของกิจการ
หรือจะทำงานในองค์กรไหนก็ว่ากันไป
สำหรับในส่วนของ Study plan จะเน้นไปในเรื่องส่วนที่ว่าเราวางแผนการเรียนของเรามายังไง
มีเรื่องหรือหัวข้อไหนที่เราสนใจ
หรือต้องการทำเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นพิเศษหรือไหม่
และเรามีทัศนคติของเราต่อการเรียนในสายวิชาที่เราเคยเรียนและต้องการจะเรียนเป็นอย่างไร
เพราะว่าในส่วนนี้จะส่งผลการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเรา และส่งผลไปถึงการเลือกลงวิชาเรียนของเราด้วยครับ
ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเป็นเอกสารหลักๆที่สำคัญ
ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะต้องให้เรานำส่งประกอบการสมัครเรียน
ซึ่งเราต้องทำการกรอกใบสมัครเรียนและใบยืนยันการสมัครเรียน (Declaration
form) ในการยื่นสมัครเข้าเรียน
ผมแนะนำให้อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตรของมหาวิทยาลัยดีๆ
ก่อนที่จะเซ็นชื่อลงในใบยืนยันฉบับนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของขอบเขตระยะเวลาการให้ทุน วิชาที่จำเป็นต้องเรียนเพื่อทำเรื่องจบ เงื่อนไขการสอบวิทยานิพนธ์ การเลือกและจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษา รวมเอกสารที่จำเป็นอื่นๆที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในโพสนี้ เพราะบางทีมันจะส่งผลที่มหาศาลถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตนักเรียนทุนอย่างเราๆกันไปได้ เพราะฉะนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนทำการลงทุนครับ :D
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของขอบเขตระยะเวลาการให้ทุน วิชาที่จำเป็นต้องเรียนเพื่อทำเรื่องจบ เงื่อนไขการสอบวิทยานิพนธ์ การเลือกและจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษา รวมเอกสารที่จำเป็นอื่นๆที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในโพสนี้ เพราะบางทีมันจะส่งผลที่มหาศาลถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตนักเรียนทุนอย่างเราๆกันไปได้ เพราะฉะนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนทำการลงทุนครับ :D
โพสหน้าจะเกี่ยวกับการติดต่อกับสถานฑูตทั้งหมดนะครับผม ขอบคุณคนที่ติดตามกันมาและพึ่งติดตามนะครับบ ถ้าคิดว่าเขียนดี ชอบ ช่วยโฆษณาให้เก๊าด้วยน๊าาาา ขอบคุณครับผ๊ม :))
Highlight Summary:
- ถ้ารู้ตัวว่าอยากไปเรียนที่ไต้หวัน อย่าลืมตรวจสอบรอบการเปิดรับสมัครของแต่ละทุนในเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัย/องค์กรไว้ให้ดี
- ถ้าเลือกได้รอบว่าอยากเรียนภาคการศึกษาไหนแล้ว รีบไปสอบภาษาอังกฤษไว้เนิ่นๆไม่ว่าจะเป็น TOEIC/TOEFL
- เอกสารทุกอย่างที่ต้องส่งไปจะต้องเป็นภาษาอังกฤษและได้รับการรับรองเอกสารจากสำนักงานการค้าเศรษฐกิจไต้หวันแล้ว
- Recommendation Letters, Study Plan ควรเขียนเป้าหมายให้ชัด เพราะมีผลต่อหลายๆมหาวิทยาลัยในการเลือกเด็กเข้าเรียนด้วย
Highlight Summary:
- ถ้ารู้ตัวว่าอยากไปเรียนที่ไต้หวัน อย่าลืมตรวจสอบรอบการเปิดรับสมัครของแต่ละทุนในเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัย/องค์กรไว้ให้ดี
- ถ้าเลือกได้รอบว่าอยากเรียนภาคการศึกษาไหนแล้ว รีบไปสอบภาษาอังกฤษไว้เนิ่นๆไม่ว่าจะเป็น TOEIC/TOEFL
- เอกสารทุกอย่างที่ต้องส่งไปจะต้องเป็นภาษาอังกฤษและได้รับการรับรองเอกสารจากสำนักงานการค้าเศรษฐกิจไต้หวันแล้ว
- Recommendation Letters, Study Plan ควรเขียนเป้าหมายให้ชัด เพราะมีผลต่อหลายๆมหาวิทยาลัยในการเลือกเด็กเข้าเรียนด้วย
Puipui Adventure
#puipuiadventure
Credit: ขอบคุณรูปประกอบจาก Google, NCKU และ 9Gag ครับ
ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure
ปล. ถ้าเขียนไม่ดี ติดขัดตรงไหนสงสัยอะไรสอบถามกันเข้ามาได้ตรงที่คอมเม้นท์เลยนะก๊าบบ ขอบคุณฮับบบ
ปล.2 สำหรับใครที่ไม่รู้จะเริ่มเขียน Study plan หรือ Autobiography ยังไง ลองสอบถามอากู๋เกิ้ลได้เลยจ้า เพราะมีตัวอย่างและไอเดียในการเขียนแจกจ่ายให้เป็นตัวอย่างอยู่เต็มไปหมดเลยครับ
#puipuiadventure
Credit: ขอบคุณรูปประกอบจาก Google, NCKU และ 9Gag ครับ
ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure
ปล. ถ้าเขียนไม่ดี ติดขัดตรงไหนสงสัยอะไรสอบถามกันเข้ามาได้ตรงที่คอมเม้นท์เลยนะก๊าบบ ขอบคุณฮับบบ
ปล.2 สำหรับใครที่ไม่รู้จะเริ่มเขียน Study plan หรือ Autobiography ยังไง ลองสอบถามอากู๋เกิ้ลได้เลยจ้า เพราะมีตัวอย่างและไอเดียในการเขียนแจกจ่ายให้เป็นตัวอย่างอยู่เต็มไปหมดเลยครับ




รบกวนสอบถามเรื่อง ใบรับรองสถานะทางการเงิน (Banking/Financial statement
ReplyDeleteไม่ทราบว่าต้องส่งเป็น bank statement หรือว่า ใบรับรองทางการเงินอ่ะค่ะ หรือว่าได้ทั้งสองอย่างค่ะ ในระบบเค้าให้อัพโหลดอันเดียว แล้วทางเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตอบคำถามในอีเมล์ที่ส่งไปเลยค่ะ
พอดีกำลังสมัคร IMBA ของ NCKU
ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ สำหรับคำตอบ