Monday, February 9, 2015

ตอนที่7 :คุยกับชาวไต้หวัน



13 กันยายน 2555 

แผนกตรวจคนเข้าเมือง สนามบินนานาชาติเกาสง เวลา 20:55 เวลาไต้หวัน

นี่เป็นบทสนทนาแรกที่ผมได้คุยกับคนไต้หวันครับ เป็นพี่พนักงานตรวจคนเข้าเมือง
 ใช่ครับ สูตรเดียวกับในหนังแบบที่หลายๆคนเคยดูนั่นแหล่ะครับ ไม่รู้ทำไม ตม.ที่ตรวจผมนี่ไซส์นักมวยปล้ำ WWE ตัวใหญ่ๆ แบบล้มหมีได้ด้วยมือเปล่า และหน้าตาเหมือนหมีด้วย -_-" (โฮก)

ผม: สวัสดีครับ
พี่พนักงาน:…. ขอพาสปอร์ตหน่อยครับ
ผม: นี่ครับผม (ยื่นพาสปอร์ตให้พี่แกไป)
พี่พนักงาน: อันนี้มาไต้หวันทำอะไรครับ (ภาษาอังกฤษสำเนียงจีน)
ผม: มาเรียนครับผม ปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยนี้ครับ (ยื่นเอกสารตอบรับให้พี่แกไป)
พี่พนักงาน: ทำหน้าเครียดแล้วหันไปคุยกับเพื่อนที่อยู่บูทข้างๆ
ผม: ……. (ชิบหายแล้วมีเรื่องรึเปล่าวะ)
พี่พนักงาน: มีเอกสารอย่างอื่นยืนยันอีกไหมครับ พักที่ไหนครับ?
ผม: ไม่มีแล้วนะครับ ผมพักที่หอของมหาวิทยาลัยครับ
พี่พนักงาน: หันไปถามเพื่อนอีก เริ่มเสียงดังขึ้น
ผม:…. (กูยังไม่ได้ทันเข้าประเทศ สงสัยจะส่งกูกลับแล้วมั้งเนี่ยะ)
พี่พนักงาน: ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ เชิญผ่านได้ครับ
ผม: โอ้ว ขอบคุณครับ
พี่พนักงาน: เดี๋ยว!!!
ผม: ครับผม? (เอาแล้ววึ๊ยยย!!)
พี่พนักงาน: ผมพึ่งเห็นว่าวันนี้เป็นวันเกิดคุณ สุขสันต์วันเกิดนะครับ
ผม: ขอบคุณมากครับ (โอยย พี่ไม่ต้องเซอร์ไพรส์วันเกิดผมก็ได้ครับ ใจไปอยู่ตาตุ่มแล้ว)

ถือว่าเป็นความประทับใจแรกในไต้หวันตั้งแต่เข้าประเทศกันก็ว่าได้  โอ้ว.....นี่มันคงเป็นอย่างที่เค้าว่ากันว่าคนเราอย่ามองเพียงแค่ใบหน้าสินะ  หลังผ่านแผนกตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว ผมแวะซื้อซิมการ์ดสำหรับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้ข้อมูลตอนก่อนมาว่า ถ้าไปซื้อข้างนอกสนามบิน จะเสียเวลาและมีวิธีการที่ซับซ้อนมากกกกก เพราะต้องให้เพื่อนชาวไต้หวันช่วยลงทะเบียนในการเปิดซิมก่อน และต้องนำบัตร ARC (Alien Resident Visa) พาสปอร์ต บางทีอาจจะลามไปถึงเอกสารรับรองการเข้าเรียน ไปเปลี่ยนหลังจากที่เป็นนักเรียนตัวเต็มวัยแล้ว ผมเลยจัดมันซะตั้งแต่ตอนถึงสนามบิน เพื่อที่จะได้โทรบอกที่บ้านว่ายังครบ32ประการดีอยู่ โดยที่เป็นแบบเติมเงิน emome ของ Chunghwa telecom ซึ่งเสียค่าลงทะเบียนเบ็ดเสร็จแล้วจะตกประมาณ 400 NTD พร้อมค่าโทร และโทรกลับไทยจะตกประมาณนาทีละ 2.20 NTD แต่ว่าค่าโทรหากันในประเทศนิ เข้าขั้นแพงบรรลัย โดยคิดค่าโทรเป็นวินาทีครับ -_-"



 หลังจากที่ทำการซื้อซิมเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาเดินทางไปสู่เมืองไถหนาน (Tainan) ซึ่งผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในอีกสองปีข้างหน้า โดยที่ทางมหาลัยได้มีการส่งรถมารับนักศึกษาต่างชาติ (โดยที่เราต้องลงทะเบียนไว้ก่อน) ซึ่งอากาศตอนออกมาข้างนอกสนามบิน มันช่างได้ฟิลลิ่งแบบ
อ่าห์..... นี่เราเป็นนักเรียนนอกแล้วสินะ 


ระหว่างที่นั่งรถจากสนามบินไปยังมหาวิทยาลัย ฝนก็ตกมาตลอดทางเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูร้อนไปเป็นฤดูใบไม้ร่วง ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่อยู่บนเครื่องบิน ผมนั่งติดกับคุณพี่ชาวไต้หวันคนหนึ่ง อายุราวๆ 30ปี ชื่อ เอ็ดดี้ ระหว่างที่ผมกำลังเช็คกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง เอ็ดดี้เปิดบทสนทนาถามผมก่อนว่า "มาเที่ยวไต้หวันหรอ?" ผมบอกเอ็ดดี้ไปว่าผมมาเรียนต่อปริญญาโทไต้หวัน แกเลยบอกว่า ถ้าแกยังเป็นนักเรียนอยู่ แล้วรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นว่าชอบออกไปท่องเที่ยว แกก็อยากจะไปเรียนที่ต่างประเทศบ้าง แล้วเอ็ดดี้ก็เล่าว่า แกไปทำงานที่เมืองไทยมาได้ประมาณ 6 ปีแล้ว ปกติต้องบินไปบินกลับ ประมาณสองเดือนครั้ง แกเลยยิงมุกว่า ถ้าอีกหน่อยบริษัทเปลี่ยนให้เดินทางไปเมืองไทยทุกเดือน คงจะได้มีแฟนเป็นคนไทยแน่ๆ (เอ้าฮาา)

ผมเลยถามแกว่า ปกติแล้วคนที่นี่เค้าแต่งงานกันอายุเท่าไหร่ เอ็ดดี้เลยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนคนไต้หวันยี่สิบกว่ากลางๆ ก็จะเริ่มแต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว แต่พอมาถึงสมัยนี้ แต่ละคนมีแนวโน้มจะแต่งงานกันช้าลง เพราะคิดว่า ต่างฝ่ายต่างต้องมั่นใจว่าดูแลพ่อแม่ตัวเองดีและมีเงินพอเก็บพอใช้สำหรับตัวเองแล้วถึงจะแต่งงาน และค่านิยมแต่งงานช้านั้นจึงค่อยๆเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นในสังคม เหมือนๆกับอารยธรรมตะวันตก แกเล่าว่าเมื่อก่อนถ้าเห็นมีการกอดกันกลางถนนนี่ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่สมัยนี้แกบอกว่าติดเรทยิ่งกว่านั้นไปหลายเท่าจนสังคมเริ่มจะยอมรับกันบ้างแล้ว แกเคยเล่าว่าบางทีไปเดินตามสวนสาธารณะใหญ่ๆ ตอนกลางคืน ถึงขั้นเจอผีพุ่มไม้กันเลยก็มี

เอ็ดดี้บอกผมว่า แกเคยไปศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแบบเมืองไทยมาบ้าง เพราะว่าแกชอบไปเที่ยววัดของเมืองไทย วัดของเมืองไทยสวยและดูเรียบง่ายกว่าวัดของไต้หวัน แล้วยังเล่าต่อว่าหลักทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีความคลาสสิคและเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันมาก เพราะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับคนที่มาจากหลายยุคสมัยร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ยึดเอายุคสมัยของตัวเองมาวัดความถูกต้องกับคนในยุคสมัยปัจจุบัน ขณะที่ผมนั่งฟังแล้วพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกับแกไป 

เอ็ดดี้ถามผมว่าตอนที่มีเหตุการณ์ประท้วงที่เผากรุงเทพเมื่อหลายปีก่อน เราคิดว่ายังไง ผมบอกแกไปว่าเพราะว่าคนเราไม่ยอมเข้าหากันและคุยกันด้วยเหตุผล คิดว่าฝ่ายของตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกเพราะแต่ละฝ่ายเชื่อว่าเหตุผลของตนนั้นเป็นสิ่งที่ถูก จึงทำให้สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องมารับความเสียหายนั้นกลับเป็นคนที่ไม่ได้เลือกข้างหรือเป็นกลุ่มคนที่มุ่งทำมาหากินเพื่อดูแลครอบครัว 

เอ็ดดี้บอกว่าคนเราบางครั้งมีอีโก้ของตัวเองที่สูง และคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกแต่ไม่ชอบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่เคยมองว่าถ้าตัวของเค้าเองถูกกระทำในแบบเดียวกันเค้าจะรู้สึกยังไง ผมเลยถามแกว่านี่ทำงานเป็นนักจิตวิทยาหรือว่านักสันติภาพหรือเปล่า เพราะว่าถ้ามีคนแบบเอ็ดดี้สักล้านคน โลกนี้คงสงบกว่านี้เยอะ เอ็ดดี้บอกว่าเค้าทำงานเกี่ยวกับบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง แกเล่าไปหัวเราะไป แล้วบอกว่า ไม่แน่ว่าถ้าผมได้ไปเมืองไทยบ่อยๆ อีกหน่อย ผมอาจจะย้ายไปอยู่เมืองไทย เปลี่ยนจากไม่หาเมีย แล้วบวชเป็นพระให้มันรู้แล้วรู้รอดกันเลยทีเดียว

ผมยังนึกเสียดายจนถึงทุกวันนี้ที่ไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อหรืออีเมล์เอ็ดดี้ไว้เผื่อเอาไว้สมัครงาน เอ๊ยย!! ไว้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ผมคิดว่าบางที การเรียนรู้เรื่องวิชาชีวิตนั้น นอกจากเราจะเรียนได้ผ่านการเจอหรือโดนด้วยตัวเองแล้ว การเรียนรู้จากประสบการณ์จากคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากที่คนที่มาจากต่างประเทศต่างภาษา ทำให้เราพบว่าบางทีคนเราก็ไม่ได้แตกต่างกันมากขนาดนั้น 

อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความต่างของแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหน เหมือนกับรองเท้าที่มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน มีเบอร์สำหรับคนที่มีขนาดเท้าแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ ปกป้องเท้าของเราให้ปลอดภัยระหว่างการสวมใส่ สิ่งนี้ต่างหากคือหน้าที่หลักของรองเท้านั่นเอง 

Highlight Summary:
- อย่าลืมซื้อซิมที่สนามบินถ้ามีโอกาส ราคาไม่ต่างจากในเมือง ถ้าถึงแล้วบูทยังเปิดอยู่ก็ซื้อเถอะ
- คนไทยและคนไต้หวันมีนิสัยบางอย่างเหมือนกันและมีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน
- culture shock และ weird feeling เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเปิดใจยอมรับในความต่าง คนเราเกิดและโตมาไม่เหมือนกัน
- เวลาคิดอะไรไม่ออกไม่ต้องกลัวเพราะพูดภาษาจีนไม่ได้ พูดอังกฤษไปเลยข่ะ อย่างน้อยเค้าอาจจะเข้าใจก็ได้


Credit: ขอขอบคุณข้อมูลและรูปประกอบจาก Google

ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure

ปล.ช่วงก่อนหายไปเพราะเป็นช่วงหยุดยาวตรุษจีนที่ไต้หวัน ตอนนี้กลับมาแล้วคร๊าบ ชอบไม่ชอบ มีคอมเม้นต์ ติ ชม สามารถสอบถามกันเข้ามาได้เลยนะครับ :)

Wednesday, January 14, 2015

ตอนที่6 :ไปวิ่งกันเถอะ ไปวิ่งกันเถอะ (ตะลุยสถานฑูตไต้หวัน)



สวัสดีครัชพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายและผู้อ่านทุกๆท่านนน (+_+)/


วันนี้จะมาต่อในเรื่องของการยื่นเอกสารและการดำเนินการต่างๆที่ต้องมีการติดต่อกับสถานฑูตนะครับบบ อ้างอิงจากตอนที่แล้ว (ตอนที่ 4.1 ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ลองกลับไปอ่านดู อ่านตั้งแต่ตอนที่1 เลยก็ดีนะก๊าบ) หลังจากที่เราเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เราต้องทำการยื่นขอรับรองเอกสารจาก สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป(จะขอเรียกว่าสถานฑูตนะครับ) เพื่อให้ทางหน่วยงานราชการจากประเทศไต้หวันรับรองว่าเอกสารเหล่านี้เป็นของจริงและสามารถใช้อ้างอิงได้ในการทำธุรกรรมในประเทศไต้หวันครับ ซึ่งสามารถเข้าไปหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานฑูตได้จากลิ๊งค์ข้างล่างนี้เลยครับ







สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารที่จะต้องใช้ประกอบ สามารถอัพเดทการเปลี่ยนแปลงได้จากลิ๊งนี้ครับผม

http://www.boca.gov.tw/np.asp?ctNode=776&mp=2

สำหรับเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมนอกเหนือจากเอกสารที่เราต้องการขอรับรองแล้วมีดังนี้ครับ
1. สำเนาหนังสือเดินทาง ( passport copy)  1ชุด
= สำหรับผม ผมเตรียมตัวจริงไปด้วย เผื่อเค้าถามครับผม


2. กรณีศึกษาต่อแนบเอกสารเกี่ยวข้องกับสถาบันหรือมหาลัยที่จะไปเรียน เช่นใบตอบรับจากทางมหาลัยหรือใบสมัครเรียน
กรณีไปทำงานแนบเอกสารเกี่ยวข้องจากทางบริษัท เช่นใบจ้างงาน ใบตอบรับการทำงาน ใบรับรองการว่าจ้าง
= แนบใบสมัครที่เรากรอกจากทางมหาวิทยาลัยพร้อมลงชื่อแล้ว ปริ้นท์ออกมาแล้วแนบมาด้วยครับ สำหรับมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้เราส่งเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้ว(ผ่านการอัพโหลดทางอินเทอร์เน็ต) ผมแนะนำให้ลองส่งอีเมล์ไปถามทาง OIA ของคณะนั้นๆว่าเราต้องใช้ใบสมัครที่กรอกครบแล้วยื่นไปก่อน แล้วเราจะแสกนส่งเค้าทีหลังก็ได้ครับ

3. เอกสารที่จะรับรอง ที่ออกจากหน่วยงานไทย ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศไทย
(โทร
02 5751056-59 ) ต้นฉบับพร้อมสำเนา 1 ชุด
= ซึ่งถ้าออกจากมหาวิทยาลัยโดยตรง หรือว่าธนาคารของรัฐสำหรับใบStatement ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแต่ถ้าเป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานเอกชนควรจะมีไปด้วย ซึ่งเอกสารตัวนี้ผมไม่ได้ใช้ครับ

4. กรณีที่ไม่สามารถมายื่นเรื่องเอง จะต้องมี หนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตรของผู้รับมอบที่ทางราชการออกให้ (หนังสือมอบอำนาจ มีอายุหกเดือน นับจากวันที่ออก)
* กรณีที่อยู่ในประเทศไทย สามารถมอบอำนาจได้ 3 วิธีดังต่อไปนี้
1 หนังสือมอบอำนาจที่ผ่านกระทรวงการต่างประเทศรับรอง
2 หนังสือมอบอำนาจที่ผ่านการรับรองจาก สำนักงานเขต หรืออำเภอ
3 มอบอำนาจผ่านการรับรองจากทนายความ พร้อมถ่ายบัตรวิชาชีพทนายความที่มีอายุรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมลายเซ็น
* กรณีที่อยู่ในประเทศไต้หวัน สามารถมอบอำนาจได้ ดังต่อไปนี้
1 หนังสือมอบอำนาจที่ผ่านกงสุลไทยที่ไทเปรับรอง
2 หนังสือมอบอำนาจที่ผ่านศาลท้องถิ่นไต้หวันรับรองหรือผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน
กรณีที่เจ้าตัวอายุไม่ถึง20ปี จะต้องให้ผู้ปกครอง เช่น พ่อ แม่ ยื่นแทนพร้อมเอกสารแสดงความสัมพันธ์
** กรณีอายุครบ 20 สามารถให้ พ่อ แม่ พี่ น้อง มายื่นแทนใช้เอกสารแสดงความสัมพันธ์พร้อมบัตรประจำตัวของ
ผู้มายื่นแทน ไม่ต้องมอบอำนาจ
= ผมแนะนำให้ไปยื่นด้วยตัวเองดีกว่าครับ ตัดปัญหาและไม่เสียเวลานั่งเขียนใบมอบอำนาจ เพราะว่าเราจะต้องกลับมาอีกครั้งเพื่อขอวีซ่าต่อหลังจากที่มหาลัยตอบรับแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถจริงๆ ดำเนินการตามข้างบนเลยครับผม

5.กรอกแบบฟอร์มคำร้องรับรองเอกสาร ขอรับแบบฟอร์มได้ฟรี หรือ download จาก www.taiwanembassy.org/th
(กรอกแบบฟอร์มให้ครบ สำหรับผู้รับมอบให้กรอกช่องด้านล่าง )
=เข้าไปกรอกแล้วปริ้นท์กันออกมาเลยจ้า

6. ค่าธรรมเนียมชุดละ 450 บาท ใช้เวลา 2 วันทำการ ไม่นับวันยื่น กรณี เร่งด่วน ใช้เวลา 1 วันทำการ ชุดละ 680
=สำหรับคนที่อยู่ต่างจังหวัดและมีระยะเวลาจำกัด ผมแนะนำให้ทำแบบด่วนครับผม (ยื่นเช้าได้ช่วงบ่าย) เพราะว่าจะประหยัดเวลากว่ามาก แต่ถ้าไม่รีบจะอยู่แวะเที่ยวกรุงเทพ หรือว่าอยู่กรุงเทพอยู่แล้วยื่นแบบธรรมดาก็ได้ครับผม

7. เวลายื่นเรื่อง 09.00-11.30 น. การรับเอกสาร ตามวันที่นัดซึ่งระบุในใบเสร็จรับเงิน เวลา 13.30-15.00 น.
(กรณีเอกสารมีปัญหาต้องแก้ไข (หลังจากนำเอกสารที่แก้ไขพร้อมสำเนามาแล้วจะนัดรับเอกสารในวันถัดไปในช่วงเวลารับเอกสาร)
= ผมแนะนำว่าให้เดินทางไปถึงตั้งแต่ 8:30 ไปเพราะว่าจะได้ไม่ต้องต่อคิวนานครับผม ขืนไปช่วงใกล้ๆพักเที่ยงคนจะเยอะมาก เผลอๆจะไม่ทันเอา และช่วงบ่ายก็เช่นเดียวกันครับ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อคิวครับผม โดยถ้าไม่สามารถมารับได้ด้วยตัวเองได้ สามารถเอาใบเสร็จรับเงินให้คนอื่นมารับแทนได้ครับผม ย้ำนะครับ ต้องใช้ใบเสร็จรับเงิน เพราะว่าถ้ามาตัวเปล่า เค้าก็ไม่ปล่อยเอกสารออกมาให้เราจ้า


สำหรับคนที่ทำวีซ่าเพื่อที่จะไปท่องเที่ยว ต้องใช้เอกสารตามนี้เลยครัช1. หนังสือเดินทาง (passport)  มีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (สำเนา 1 ชุด + ตัวจริง)
2. รูปถ่ายสีขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
3. ทะเบียนบ้าน   (สำเนา 1 ชุด + ตัวจริง)
4. บัตรประชาชน  (สำเนา 1 ชุด + ตัวจริง)
5. หนังสือรับรองการทำงาน และสลิปเงินเดือน / ถ้าเป็นเจ้าของกิจการก็เอาหนังสือรับรองการจดทะเบียนกรรมการมาแสดง (สำเนา + ตัวจริง)
6. หลักฐานการเงินจากธนาคาร หรือสมุดบัญชีเงินฝากถ่ายเอกสาร ย้อนหลัง 6 เดือน (สำเนา 1 ชุด + ตัวจริง)
หมายเหตุ: บางคนสงสัยและถามกันเข้ามาว่าต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ ผมขอตอบเป็นกลางๆว่า 1.5หมื่น~5หมื่นนะครับ
เพราะว่าผมเองก็เอาใส่ไว้ในช่วงนั้นเหมือนกัน และต้องถามธนาคารให้ดีด้วยว่าสามารถออกให้สำหรับขอวีซ่าไต้หวันได้รึเปล่าเพื่อความชัวร์ครับ 

7. เงินค่าธรรมเนียม เข้าครั้งเดียว= 1,500 หลายครั้ง= 3,000 บาท (ใช้เวลาอนุมัติ 3 วันทำการ) เร่งด่วนแบบเข้าคั้งเดียวเพิ่ม 800 บาท/ หลายครั้งเพิ่มอีก 1,500 บาท 
(อัพเดตข้อมูล ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2559)

เล่ามาจนถึงตรงนี้ทุกคนคงจะสงสัยว่า………………..แล้วกงสุลอยู่ไหน????
 
ที่อยู่ของกงสุล อยู่ตามนี้เลยจ้า
ชั้น 20 เอ็มไพร์ทาวเวอร์ (Empire Tower) 195 ถ.สาทรใต้ กทม. 10120
โดยถ้ากลัวหลงสามารถโทรไปถามข้อมูลก่อนได้ที่เบอร์ : 0-2670-0200-9 / Fax : 0-2670-0220
โดยลงที่สถานีช่องนนทรี ออกทางออกหมายเลข
5 แล้วเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะถึง โดยแลกบัตรประชาชนที่ประชาสัมพันธ์ข้างล่างแล้วขึ้นไปเลยครับผม

ซึ่งหลังจากที่เรารับเอกสารมาแล้วก็ให้เราแสกนแล้วอัพโหลดส่งไปให้ทางมหาวิทยาลัยเพื่อประกอบการพิจารณา ว่าจะรับเราเข้าไปเรียนหรือเปล่า ซึ่งเราต้องติดตามผลจากเว็บไซต์ OIA ของทางมหาวิทยาลัยด้วยตนเอง และหลังจากที่ประกาศชื่อแล้ว เราต้องไปกดยืนยันว่าเราจะเข้าเรียน หลังจากนั้นก็จะเป็น ขั้นตอนของการเตรียมตัวเข้าไปศึกษาที่รั้วมหาวิทยาลัยต่อ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็จะส่งรายละเอียดและแจ้งให้เราทราบเป็นพักๆ แต่ผมแนะนำว่าควรจะติดตามรายละเอียดโดยการเข้าไปเช็คที่ OIA ทุกวัน เช้ากลางวันเย็น จะทำให้ทุกอย่างเพอเพ่คและไม่พลาดรายละเอียดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเราเองจ้า

Credit: ขอบคุณข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป พี่หมี อดีตประธานสมาคมนักเรียนไทยเฉิงต้าปี 2011-2012 
เพจสมาคมนักเรียนไทยในไต้หวัน (TSAT) และเพจสมาคมนักเรียนไทยเฉิงต้า (TSA-NCKU) ครับบ

หมายเหตุ* รอบ Fall semester ของ National Cheng Kung University และอีกหลายๆมหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดให้สมัครตั้งแต่หลังปีใหม่เป็นต้นไป ใครสนใจ ควรเริ่มติดตามกันได้แล้วครับผม :)


Highlight Summary:
- เอกสารที่เตรียมไปอย่าลืมตรวจทานซ้ำ เพราะว่าทางสำนักงานการค้าฯจะเปิดเป็นรอบๆ พลาดแล้วพลาดเลยต้องไปรออีกรอบ
- ตึกอยู่เอ็มไพร์ทาวเวอร์ สาธร
- ปัจจุบันไปเที่ยวไม่ต้องขอแล้ว แต่ว่าเรียนยังต้องขออยู่
- สำหรับคนที่ไปเรียนภาษาก่อน แนะนำให้ตรวจสอบกับทางสถาบันภาษาก่อนว่าต้องยื่นเรื่องขอวีซ่าแบบไหน


Credit: ขอขอบคุณข้อมูลและรูปประกอบจาก Google, NCKU และ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ครับ

ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure

ปล. ถ้าเขียนไม่ดี ติดขัดตรงไหนสงสัยอะไรสอบถามกันเข้ามาได้ตรงที่คอมเม้นท์เลยเหมือนเดิมนะก๊าบบ ขอบคุณก๊าบบบ

Thursday, January 8, 2015

ตอนที่5 :ไปวิ่งกันเถอะ ไปวิ่งกันเถอะ (เตรียมเอกสาร)



สวัสดีครัชพ่อแม่พี่น้องทุกท่านนน!!!
หลังจากที่คราวก่อนได้พิมพ์ถึงวิธีการเลือกมหาวิทยาลัย รวมไปถึงทุนการศึกษาที่ทางประเทศไต้หวันได้เปิดให้ชาวต่างชาติได้ยื่นขอไปแล้วนั้น (ใครที่ยังไม่ได้อ่าน สามารถกลับไปย้อนอ่านได้นะ ตั้งแต่ตอนแรกเลยก็ดี นะ นะ) คราวนี้ผมจะขอพูดในส่วนของการเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการเข้าเรียนกันนะครัชช
ในหลายๆประเทศในซีกโลกตะวันตก อย่างที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกคนจะทราบกันดีว่าจะต้องมีการสอบวัดระดับภาษาสุดหินอย่าง TOEFL และ IELT ซึ่งเป็นการสอบวัดระดับทางภาษาที่ค่อนข้างโหด หิน และเหี้ยม เทียบเท่ากับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแบบย่อยๆ เพราะนอกจากเนื้อหาข้อสอบที่มาจากบทความและหนังสือเรียนทางวิชาการที่บางทีเจ้าของภาษาเองก็ยังสอบตกแล้ว(เพื่อนบอกมาอีกที ส่วนตัวคิดว่าน่าจะคล้ายๆกับที่นักเรียนไทยสอบตกภาษาไทย เอ๊าใครเคยตกวิชาภาษาไทยมาก่อนขอให้ยกมือขึ๊นน) แถมยังต้องทำข้อสอบให้เสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัด(มาก) อีกต่างหาก  

การใช้คะแนนสอบวัดระดับนี้เป็นตัววัด เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยมั่นใจได้ว่า หลังจากที่รับเราเข้ามาเรียนแล้ว เราจะไม่ง่อยในการเข้าเรียนและดรอปออกก่อนเรียนจบหลักสูตร (กลัวว่าเอาเงินที่ทางมหาวิทยาลัยเสียไปเปล่าๆนั่นแหล่ะ) แต่สำหรับในประเทศทางฝั่งตะวันออกอย่างเราๆ หลายประเทศสามารถใช้คะแนน TOEIC ยืนแทน TOEFL ได้ ซึ่งข้อสอบจะมีความง่ายกว่าและมีความซับซ้อนน้อยกว่า TOEFL โดยต้องเช็คเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยดีๆว่าสามารถใช้คะแนนแทนกันได้หรือไม่ครับ

มหาวิทยาลัยในไต้หวันนั้น จะแบ่งภาคเรียน หรือปีการศึกษา หรือ เทอม(เออนั่นแหล่ะ รู้กันนะ) ออกเป็นสามช่วงใหญ่ๆ เหมือนบ้านเราคือ เทอม Fall Semester (หรือที่เรียกกันสวยๆว่า ภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง อู๊ยยย ฟังดูญี่ปุ๊นนญี่ปุ่น)  เทอม Spring Semester (ภาคเรียน ฤดูใบไม้ผลิ) และ ฤดูร้อน (ภาคเรียนฤดูร้อน)<-จะวงเล็บทำไม
ซึ่งแต่ละภาคเรียนจะมีระยะเวลาประมาณดังนี้ครับ (อ้างอิงจากมหาวิทยาลัย NCKUจ้า)



Fall Semester:  ช่วงกลางเดือนกันยายน- ปลายเดือนมกราคม
Spring Semester: ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ (หลังจากเทศกาลตรุษจีน)- ต้นเดือน กรกฏาคม 
Summer Semester: ช่วงปลายเดือน กรกฏาคม-ต้นเดือนกันยายน

โดยปกติแล้วจะแนะนำให้สมัครเข้าเรียนในช่วง Fall Semester มากกว่า Spring semester เพราะจะเป็นไปตามปฏิทินกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีงานรับน้องใหม่และกิจกรรมของชมรมต่างๆจะค่อนข้างคึกคักกว่าในเทอมที่สอง และช่วงงานรับปริญญาก็จะเป็นไปตามแบบแผน ประเพณีของมหาวิทยาลัยกว่า ถ้าเราเข้าเรียนในช่วง Spring semester บางทียังไม่ทันคิดหัวข้อตัวจบ แต่ทางคณะก็จะให้เราไปยืนถ่ายรูปชูสองนิ้วพร้อมใบปริญญา(ปลอมๆ) ร่วมกับเพื่อนๆ Fall semester ด้วยเพราะถือว่าเป็นรุ่นเดียวกัน (ยิ่งบ้านเราจะถือเรื่องการใส่ครุยด้วย บางคนถึงขั้นเงิบหลังจากที่รู้เรื่องระเบียบการดังกล่าว)

สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโท หลายๆมหาวิทยาลัยจะมีการให้นักศึกษาเรียนเสริมในช่วงฤดูร้อนเพื่อปรับพื้นฐานให้กับนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนมาตรงสาย โดยขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เราจบมา เพราะบางคนจบตรงสายและเกรดสวยสามารถทำเรื่องขอยกเว้นไม่เรียนได้ ต้องเช็คกับทางฝ่ายวิชาการศึกษาของคณะในส่วนนี้ดีๆ ยกตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัย NCKU ภาควิชา IMBA ที่ผมเรียนอยู่ จะมีการเปิดเรียนช่วงฤดูร้อน โดย นักศึกษาจะต้องเรียนวิชา Statistic, Economic และ Accounting แต่เผอิญว่าคะแนนบัญชีกับคะแนนวิชาสถิติ สมัยเรียนปอตรี ผมไปจูงหมามาเดินเล่นในใบเกรดมากไป เลยต้องไปเรียนซ้ำกะเค้าด้วย T^T (ตั้งใจเรียนกันเถิดน้องๆ) 

ต่อมาเป็นเรื่องของเอกสารที่จำเป็นจะต้องใช้ยื่นเพื่อการสมัครเข้าเรียนต่อนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ผมจะอิงจากประสบการณ์ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละมหาวิทยาลัยครับผม โดยเอกสารที่ต้องใช้หลักๆจะมีดังนี้ครับ

1. ใบแสดงผลทางการศึกษา หรือที่เรียกกันว่าใบเกรด( Official Transcript)
ใบเกรดที่มีคะแนนรายวิชาต่างๆครบจบบริบูรณ์ทางการศึกษาแล้ว ซึ่งสำหรับคนที่กำลังคิดจะเตรียมตัวไปเรียน แต่ก็กำลังเรียนอยู่ พยายามอัพคะแนนวิชาต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กับสาขาที่สนใจจะไปเรียนให้สูงๆไว้ เพราะว่าอาจจะมีกรณีหักหลังนักศึกษาเหมือนผมเกิดขึ้นได้ครับ (เศร้าแพรบ)  และใบเกรดนี้ต้องเป็นฉบับภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับผม 
สำหรับในส่วนนี้ ถ้าหากรู้ก่อนแล้วว่าคณะที่ตัวเองกำลังจะไปเรียนมีหลักสูตรภาคฤดูร้อน และเราไม่อยากเรียนซัมเมอร์ในวิชานั้นๆ บางคณะจะให้นักศึกษาเตรียม Course syllabus ฉบับภาษาอังกฤษของวิชาที่จะทำเรื่องขอยกเว้นไว้ด้วย เพื่อเปรียบเทียบเนื้อหาที่เราเคยเรียนมากับวิชาที่เปิดสอน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเคยเรียนวิชา  business Accounting 101 มาแล้ว ให้เตรียม Course syllabus ของวิชานั้นมาพร้อมกับใบเกรดเรา เค้าจะดูว่าเนื้อหาที่เราเคยเรียนตรงกับวิชา Accounting ที่ทางเค้าเปิดสอนให้มากน้อยแค่ไหน และเกรดเราเป็นอย่างไร ถ้าเกรดเราดี เค้าจะทำการละเว้นวิชาเรียนให้ครับ


2. ใบปริญญาบัตรวุฒิการศึกษาที่สูงที่สุด (The Highest degree diploma)
คือใบปริญญาบัตรที่เราจบมาสูงสุดครับ เป็นใบเดียวกับที่เราเข้ารับจากงานรับปริญญานั่นแหล่ะ แต่ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ ซึ่งบางมหาวิทยาลัยจะมีให้บริการจัดทำใบแปลปริญญา หรือใบปริญญาฉบับภาษาอังกฤษให้เรา ซึ่งเราสามารถเอาตัวนี้ไปประกอบการสมัครเรียนต่อได้ครับ

3. ใบรับรองสถานะทางการเงิน (Banking/Financial statement)
เอกสารตัวนี้ทางเราต้องไปยื่นขอกับทางธนาคารครับ สำหรับน้องๆที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองขอให้ใช้บัญชีของบิดามารดรในการยื่นขอStatementนะครับ ซึ่งนอกจากตัวเอกสารจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ โดยยื่นทำเรื่องกับทางธนาคารแล้ว ยังต้องเป็นบัญชีที่มีการเคลื่อนไหว (มีเงินเข้า-ออก) อย่างสม่ำเสมอ และมีเงินฝากอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 150,000 NTD หรือประมาณ หนึ่งแสนหกหมื่นบาทไทย (เหลือๆ) อีกด้วยครับผม เพราะจะเป็นเอกสารที่แสดงว่าเรามีเงินมากพอที่จะใช้ในการเรียน และการดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในประเทศไต้หวัน ไม่ดรอปออกจากการเรียนแล้วไปหางาพิเศษทำ หรือว่าลักลอบทำงานผิดกฏหมาย ไม่หนีเข้าเมืองเค้าครับ ซึ่งต้องตรวจเช็คกับทางธนาคารแต่ละแห่งว่ามีที่ไหนรับทำบ้าง ซึ่งเอกสารตัวนี้ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ 3-7 วันครับ (สำหรับผมใช้ธนาคารสีม่วงในการยื่นขอใบครับ) 
สำหรับเอกสารที่กล่าวมา สามอย่างเบื้องต้นนั้น หลังจากที่ได้รับเอกสารมาอยู่ในมือแล้ว เราจะต้องไปทำเรื่องยื่นขอรับรองเอกสารที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านการฑูตต่างๆระหว่างประเทศไต้หวันและประเทศไทย โดยดูแลในเรื่องของการทำวีซ่า รับรองเอกสาร และดูแลคนไต้หวันในเมืองไทยและคนไทยที่อยู่ในไต้หวันครับ เพื่อยืนยันว่าเอกสารที่เราจะยื่นให้กับทางมหาวิทยาลัยนั้น สามารถเชื่อถือได้และมีอยู่จริง
 (รายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองเอกสารและขอวีซ่าจะอยู่ในหัวข้อถัดจากนี้ในเรื่องของสถานฑูตทั้งหมดนะครับ)

4. จดหมายแนะนำตัว (Recommendation letters)
จดหมายฉบับนี้จะถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่เป็นหัวหน้าเรา อาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ใหญ่ที่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราทางสายเลือด (เกี่ยวก็ได้แต่ควรจะมีนามสกุลที่ต่างกับเรา) เพื่อที่จะรับรองว่าพฤติกรรมของเราสามารถปล่อยให้ไปอยู่ต่างประเทศได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น รวมไปถึงเป็นการเล่าเกี่ยวกับตัวเราจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เรา ในส่วนนี้ผมแนะนำว่าให้ อาจารย์ที่ปรึกษาที่รู้จักเราหรือสนิทกับเราเป็นผู้เขียนเพื่อที่เค้าจะได้เขียนตรงกับความเป็นตัวเราที่สุด หรืออาจจะรบกวนขออาจารย์ที่มียศทางวิชาการที่สูง ถ้าได้รองคณบดี หรือคณบดี หรือจะอธิการไปเลยจะดูดีมีชาติการ์ตูน เอ๊ยยย ตระกูลมาก กว่าอาจารย์ปกติ หรืออาจจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสายงานของเรา เพราะจะทำให้โพรไฟล์ของเราดูดีขึ้น เพราะเราจะดูเหมือนว่ามีคนใหญ่คนโตที่เก่งกาจคอยให้ความช่วยเหลือ ดูแลเราอยู่ครับ

5. สำเนาหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน
บางมหาวิทยาลัยต้องการให้เราส่งมาเพื่อยืนยันว่าเราเป็นประชาชนชองชาตินั้นๆจริงๆ แค่นั้นเองจ้า

6. การวางแผนในการเรียนและประวัติส่วนตัวอย่างย่อของเรา (Autobiography and Study plan)
ในส่วนนี้จะเป็นเหมือนการเรียงความในแบบย่อๆ ประมาณ 1-2 หน้าเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเค้าต้องการทราบถึงประวัติของตัวเราเอง ความสนใจ และตัวตนของเรา รวมไปถึง เหตุการณ์ที่เราได้ผ่าน หรือประสบความสำเร็จจนถึง ณ ปัจจุบัน(ขอเน้นงานใหญ่ๆ เช่นมีตำแหน่งในสภานักเรียน หรือว่าชนะการประกวดระดับใหญ่ๆ หรือว่าเป็นสมาชิกสมาคมต่างๆแล้วสร้างคุนงามความดีให้กับหน่วยงาน อันนี้ควรใส่ครับ ส่วนประเภทไปร่วมค่ายคุณธรรม หรือเข้าร่วมงานรับน้องมหาวิทยาลัย ตอนอยู่ปีหนึ่ง หรือว่ากีฬาสี อันนี้ไม่ต้องใส่นะ ได้โปรด) ซึ่งจะแบ่งให้ดูแบบง่ายๆดังนี้ครับ

ควรเขียน
- เข้าร่วมกิจกรรมงานใหญ่ๆระดับชาติ
-เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนักศึกษา สภานักเรียน หัวหน้าโครงงานใหญ่ๆ
- จุดเปลี่ยนของชีวิต/เหตุการณ์ อะไรที่ทำให้เราอยากทำงานในอนาคตที่คิดไว้ หรืออะไรที่ทำให้เราอยากเรียน MBA
- มองเห็นตัวเองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเป็นยังไง หรือว่าวางแผนอนาคตเป็นยังไง
- เพื่อนๆมองเราว่าเราเป็นคนยังไงจากที่เค้าพูดกัน
- สิ่งที่ชอบ หรือมีปรารถนาแรงกล้า(passion) ในด้านไหนเป็นพิเศษ (สั้นๆนะจ๊ะ)
ไม่ควรเขียน
-เรื่องของพ่อแม่ เช่นชื่อ อายุ, การงานสามารถใส่ได้ถ้ามันเป็นแรงบันดาลใจของเรา
- มีพี่น้องกี่คน เค้าอยากจ้างเรา ไม่ได้อยากจ้างพี่น้องหรือว่าพ่อแม่ของเราจ้า
- ไปเข้าค่ายคุณธรรม เข้าร่วมงานรับน้อง ไปวิ่งงานกีฬาสี งานอดิเรก ว่ายน้ำตกปลาทำสปา ไม่ต้องไปบอกเค้าจ่ะ
- สำหรับแพลนในอนาคต ไม่ต้องเล่าว่าจะแต่งงานมีลูกกี่คน เลี้ยงลูกยังไง เอาแค่ความก้าวหน้าในส่วนของการงานก็พอจ้า เช่นอยากเป็นเจ้าของกิจการ หรือจะทำงานในองค์กรไหนก็ว่ากันไป

สำหรับในส่วนของ Study plan จะเน้นไปในเรื่องส่วนที่ว่าเราวางแผนการเรียนของเรามายังไง มีเรื่องหรือหัวข้อไหนที่เราสนใจ หรือต้องการทำเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นพิเศษหรือไหม่ และเรามีทัศนคติของเราต่อการเรียนในสายวิชาที่เราเคยเรียนและต้องการจะเรียนเป็นอย่างไร เพราะว่าในส่วนนี้จะส่งผลการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเรา และส่งผลไปถึงการเลือกลงวิชาเรียนของเราด้วยครับ 

ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเป็นเอกสารหลักๆที่สำคัญ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะต้องให้เรานำส่งประกอบการสมัครเรียน ซึ่งเราต้องทำการกรอกใบสมัครเรียนและใบยืนยันการสมัครเรียน (Declaration form) ในการยื่นสมัครเข้าเรียน ผมแนะนำให้อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตรของมหาวิทยาลัยดีๆ ก่อนที่จะเซ็นชื่อลงในใบยืนยันฉบับนี้ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของขอบเขตระยะเวลาการให้ทุน วิชาที่จำเป็นต้องเรียนเพื่อทำเรื่องจบ เงื่อนไขการสอบวิทยานิพนธ์ การเลือกและจัดสรรอาจารย์ที่ปรึกษา รวมเอกสารที่จำเป็นอื่นๆที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในโพสนี้ เพราะบางทีมันจะส่งผลที่มหาศาลถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตนักเรียนทุนอย่างเราๆกันไปได้ เพราะฉะนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนทำการลงทุนครับ :D

โพสหน้าจะเกี่ยวกับการติดต่อกับสถานฑูตทั้งหมดนะครับผม ขอบคุณคนที่ติดตามกันมาและพึ่งติดตามนะครับบ ถ้าคิดว่าเขียนดี ชอบ ช่วยโฆษณาให้เก๊าด้วยน๊าาาา ขอบคุณครับผ๊ม :))

Highlight Summary:
- ถ้ารู้ตัวว่าอยากไปเรียนที่ไต้หวัน อย่าลืมตรวจสอบรอบการเปิดรับสมัครของแต่ละทุนในเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัย/องค์กรไว้ให้ดี
- ถ้าเลือกได้รอบว่าอยากเรียนภาคการศึกษาไหนแล้ว รีบไปสอบภาษาอังกฤษไว้เนิ่นๆไม่ว่าจะเป็น TOEIC/TOEFL
- เอกสารทุกอย่างที่ต้องส่งไปจะต้องเป็นภาษาอังกฤษและได้รับการรับรองเอกสารจากสำนักงานการค้าเศรษฐกิจไต้หวันแล้ว
- Recommendation Letters, Study Plan ควรเขียนเป้าหมายให้ชัด เพราะมีผลต่อหลายๆมหาวิทยาลัยในการเลือกเด็กเข้าเรียนด้วย


Puipui Adventure
#puipuiadventure

Credit: ขอบคุณรูปประกอบจาก Google, NCKU และ 9Gag ครับ

ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure

ปล. ถ้าเขียนไม่ดี ติดขัดตรงไหนสงสัยอะไรสอบถามกันเข้ามาได้ตรงที่คอมเม้นท์เลยนะก๊าบบ ขอบคุณฮับบบ
ปล.2 สำหรับใครที่ไม่รู้จะเริ่มเขียน Study plan หรือ Autobiography ยังไง ลองสอบถามอากู๋เกิ้ลได้เลยจ้า เพราะมีตัวอย่างและไอเดียในการเขียนแจกจ่ายให้เป็นตัวอย่างอยู่เต็มไปหมดเลยครับ