Wednesday, April 1, 2015

ตอนที่8 :พูดจีนไม่ได้แล้วจะเอาตัวรอดได้เร๊อะ????




ตอนที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้รู้ว่าผมกำลังจะโดนส่งออกไปยังไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารแล้วนั้น ทุกคนถามกันด้วยความไม่พร้อมเพรียงกันว่า ผมจะเอาตัวรอดยังไงทั้งๆที่ พูด/อ่าน/เขียน จีนไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความกระแดะอยากโชว์ว่าตัวเองแน่ เลยบอกทุกคนไปว่า มันเป็นเรื่องเล็กๆเดี๋ยวอยู่ไปก็พูดได้เอง อย่างมากก็หาเมีย เอ๊ยยย แฟนเป็นคนไต้หวันเลย จะได้ถือว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว (ซึ่งส่วนตัวแล้ว ไม่เคยยิงนก แล้วไม่รู้ว่าการยิงใน1ครั้งหรือหลายๆครั้งนั้นจะได้นกกี่ตัว อย่าลองเลยครับ มันบาป)
พอหลังจากได้ซิมการ์ดและ ได้กุญแจเข้าหอด้วยความช่วยเหลือของน้องคนไทยที่มาเรียนในรุ่นเดียวกันแล้ว (ขอบคุณน้องเซ็งมา ณ ที่นี้) สองหน่อชายไทยจึงตัดสินใจไปซื้อ ตัวWifi-Router มาติด เพราะจะได้ทำการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หอพักในไต้หวัน และหลายๆโรงแรม จะให้อินเทอร์เน็ตแบบต่อผ่านสาย LAN มาครับ (สงสัยกลัวเน็ตมันรั่ว)




และ ที่หนักที่สุดและสำคัญที่สุดของอินเทอร์เน็ตหอพักในมหาวิทยาลัยนั่นคือ เกือบ 99.99% ของไต้หวันเค้าบล็อคไม่ให้เราโหลดบิตทอร์เรนท์ได้นะครับ บางหอนอกบางหอก็บล็อคไว้เช่นกัน ต้องเช็คเป็นที่ๆไปครับ เหล่าสาวกชาวบิตทั้งหลายก็กอดเข่าร้องไห้กันไปตามระเบียบครับ  หลังจากนั้นก็เริ่มถกกันว่ามันน่าจะมีแอพลิเคชั่นที่ช่วยให้กะเหรี่ยงไทยอย่างเราๆสามารถเอาชีวิตรอดไปวันๆได้บ้างละวะ!!!! มันจึงเป็นที่มาของหัวข้อในวันนี้ครับ


อุปกรณ์กู้ชีพในไต้หวัน
หลายคนอาจจะคิดว่าการมาเที่ยวหรือว่ามาเรียนไต้หวันนั้น ภาษาจีนถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เปรียบได้กับการต้องพกกระดาษทิชชู่ไปด้วยเวลาไปเข้าค่ายลูกเสือหรือไปเข้าค่ายนักศึกษาวิชาทหาร แต่มันไม่ใช่ในยุคสมัยนี้แล้วครับผม!!! ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัศน์ ซึ่งโดราเอมอนสามารถปรากฏตัวขึ้นได้ในทุกวัน หรือชาวดาวไซย่าจะตกลงมาจากฟ้าได้แล้วนั้น ชาวโลกอย่างเราได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Application บนมือถือขึ้นมาครับ โดยแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่เรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลย สำหรับการใช้ชีวิตและท่องเที่ยวในประเทศไต้หวันนี้ มีดังนี้ครับ



1. Google Map

สำหรับสรรพคุณของหลวงพ่อกูเกิ้ลนั้น แทบจะไมต้องมีคำบรรยายใดๆแล้วครับ เพราะนอกจากจะช่วยให้เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปในประเทศต่างๆได้อย่างค่อนข้างแม่นยำกว่า 80% แล้วนั้น การใช้ Google map ในไต้หวันยังสามารถใช้ดูตารางรถเมล์อีกด้วย ว่าเราสามารถขึ้นรถเมล์สายในเพื่อไปยังสถานที่ปลายทางที่เราต้องการจะไป แนะนำว่าให้ปรับคีย์บอร์ดในมือถือเราให้วาดตัวอักษรจีนได้ จะช่วยให้ความแม่นยำเพิ่มขึ้นอีก 10% ครับ เพราะว่าสถานที่ส่วนใหญ่ของไต้หวันยังคงใช้ภาษาจีนล้วนๆอยู่

2. Google Translate

หลวงพ่อกูเกิ้ลตัวที่สองนี้ สามารถช่วยในการแปลตัวอักษรชื่อร้านรวมไปถึงเมนูอาหารของร้านได้อย่างคร่าวๆครับ รวมไปถึงการค้นหาศัพท์ในการสนทนาแบบไม่ซับซ้อนมาก ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถ “แถ” และเอาตัวรอดไปได้บ้าง ในกรณีที่เราหลงทางหรือต้องการที่จะต่อรองราคา รวมไปถึง การสื่อสารกับคนท้องถิ่นแบบเบื้องต้นครับ
*อัพเดต* 02/08/2016 ล่าสุดตอนนี้สามารถโหลดฟังก์ชั่นภาษาจีนมาเก็บไว้ในเครื่องได้แล้วนะครับรวมไปถึงฟังก์ชั่นกล้องเทพที่สามารถส่องแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ/ภาษาไทยก็ถูกเพิ่มเข้าไปแล้ว เมพขิงๆ (แต่ก็แปลงูๆปลาๆอยู่ยังไม่ได้กระเทียมเจียวขนาดนั้น)

3. Pleco

สำหรับแอพตัวนี้นั้น ถือว่าเป็นแอพคู่บุญตลอดระยะเวลาที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เลยก็เป็นได้ เพราะนอกจากจะช่วยในการแปลภาษาแล้ว คำศัพท์ที่ตัวแอพลิเคชั่นนี้แนะนำมา ถือว่าเป็นคำที่เค้าใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยการแสดงผลนั้นจะแสดงทั้งแบบตัวย่อและตัวเต็ม รวมไปถึงการยกตัวอย่างวิธีการใช้คำนั้นๆได้อีกด้วย ซึ่งตัวแอพเองมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ สามารถใช้งานได้แม้ในขณะที่ไม่มีการต่อกับอินเทอร์เน็ต อีกทั้งถ้ามีการซื้อ Add-on มันยังสามารถโชว์พาวด้วยการอ่านตัวหนังสือให้เราอีกต่างหาก โดยมันจะทำการเดาตัวอักษรผ่านกล้องมือถือเราและทำการแปลความหมายออกมาให้ (แม๊ะ!!! เมพขิงๆ) 

ซึ่งนอกจากสามแอพที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้แล้ว ยังมีแอพลิเคชั่นช่วยเหลืออื่นๆที่เราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้อีกแล้วแต่จิตศรัทธาและความไฟว์ของแต่ละคนครับ 





Taipei Metro

สำหรับคนที่มีเวลาน้อยในการเตรียมตัววางแผนการเดินทาง แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยคำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างสถานีให้เรา ทำให้เราสามารถกะค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย MRT ในเมืองไทเปได้อย่างรวดเร็วครับ (บ้านเราน่าจะมีแอพอย่างงี้บ้างนะ จะได้ไม่ต้องมากะค่าเดินทาง แลกเหรียญกันหน้าตู้ขายบัตร 5555)





Smart tourism

สำหรับแอพลิเคชั่นนี้ เหมาะสำหรับขาหาของกินชอบของอร่อย ชิมช้อปชิมช้อป ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีการบอกตำแหน่งและพิกัดของร้านน่านั่งในโซนต่างๆที่เราเดินทางในไต้หวัน รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในระยะที่เราสามารถเดินทางไปถึง อีกทั้งยังบอกสภาพอากาศ ณ สถานที่นั้นอีกด้วย สุดล้ำไปกว่านั้นคือ อีแอพตัวนี้บางทีจะบอกถึงส่วนลดและโปรโมชั่นของร้านนั้นๆ ในช่วงนั้นอีกด้วย ป๊าดดด อะไรจะเมพขนาดน๊านนนน



Tour Taiwan

แอพลิเคชั่นตัวนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย การท่องเที่ยวของประเทศไต้หวันเอง ซึ่งจะคล้ายๆกับแอพอันก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่าอันนี้จะเน้นไปทางสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก และจุดให้บริการนักท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆสถานที่นั้นๆ โดยสามารถใช้ได้เฉพาะเวลาอยู่ไต้หวันเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเค้าให้ความสำคัญเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศ และใส่ใจกับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆชริงๆ




Daily sentence in Taiwan
แอพนี้ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นช่วยชีวิตอีกแอพนึง ถัดจาก Pleco ซึ่งจะรวบรวมคำศัพท์ที่เค้าใช้งานจริงในประเทศ โดยแบ่งแยกเอาไว้เป็นหมวด ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำมาใช้ในแต่ละสถานการณ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และที่สำคัญ แอพยังใช้ตัวอักษรตัวเต็มด้วย ซึ่งสามารถใช้เรียนภาษาจีนตัวเต็มได้อีกทางหนึ่ง ล่าสุดเห็นเค้าว่ามีบทเรียนให้เค้าไปฝึกด้วยแหน่ะ
โดยนอกจากนี้แล้ว ก่อนเดินทางผมจะจดรายชื่อสถานที่ต่างๆที่ต้องการจะไปเป็นแบบทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนแบบพินอิน และตัวเต็มไว้ เผื่อหลง จะได้งัดขึ้นมาเป็นไม้ตายในการถามทางจากคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นครับ เค้าจะได้รู้ว่าจะต้องนำทางกะเหรี่ยงไทยแบบไหนให้มันไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย และแนะนำว่าควรจะเลือกใช้ฉบับที่มีการอ่านคำแบบ พินอิน และถ้ามีการใช้ตัวอักษรจีนแบบตัวเต็มด้วยจะทำให้ชีวิตของคุณปลอดภัยยิ่งกว่าใช้ยางมิชชลินก็มิปานครับ
 

โดยนอกจากนี้แล้ว ก่อนเดินทางผมยังจดรายชื่อสถานที่ต่างๆที่ต้องการจะไปเป็นแบบทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนแบบพินอิน และตัวเต็มไว้ เผื่อหลง จะได้งัดขึ้นมาเป็นไม้ตายในการถามทางจากคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นครับ เค้าจะได้รู้ว่าจะต้องนำทางกะเหรี่ยงไทยแบบไหนให้มันไปถึงที่หมายโดยปลอดภัยครับ

ไฟล์รูปภาพและสำเนาเอกสารสำคัญ
สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้เลย บางทีกำลังจะเซลฟี่ตรงทางเดินไหล่เขาบนอาหลี่ซาน แล้วดันลื่นล้มแถวนั้น พาสปอร์ตตกลงเหวไป หรือกำลังเข้าห้องน้ำแล้วดันกดชักโครกพาสปอร์ตลงไปด้วย สิ่งที่สามารถช่วยเหลือเราได้นั้นคือ สำเนาพาสปอร์ตและเอกสารสำคัญที่เรานำติดตัวมาด้วยครับ สำหรับคนที่เที่ยวอยู่ในบริเวณเมืองไทเปหรือทางตอนเหนือนั้น ถือว่าดวงของท่านยังไม่ถือว่า ชงหนักครับ คือเป็นชงรอง แบบที่ว่ายังหาทางแก้ไขได้อยู่ เพราะว่าที่เมืองไทเปเรามีสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าไทยประจำไทเปอยู่ (ที่อยู่ตามข้างล่างเลยจ้า) ซึ่งจะคอยช่วยเหลือคนไทยที่อาศัยอยู่ในไต้หวันในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น แจ้งเกิด ทำบัตรปชช บัตรหาย บุพการีเสียชีวิต หรือว่าถูกหวยกิน ก็สามารถเข้าไปเพื่อขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่คนไทยในสถานฑูตได้ (จะปรึกษาปัญหาหัวใจก็ได้ครับ-เค้าบอกมา เอ่า ฮิ้วววววว) สำหรับคนที่ทำเอกสารตัวนี้หายตอนช่วงที่เที่ยวอยู่บริเวณอื่นๆของไต้หวัน ท่านถือว่าเข้าขั้นชงหนักได้ที่แล้วครับ



 โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องไปแจ้งที่สถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด หรือว่าบูทประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อที่เขาจะได้ช่วยประสานงานในการหาเอกสารของเรา (ในกรณีที่เราทำหายแถวๆนั้นและเป็นไปได้ที่จะหาเจอครับ) เพราะว่าในไต้หวัน การทำของหายแล้วได้คืนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติมาก โดยคนส่วนใหญ่ที่นี่จะถูกปลูกฝังว่า ถ้าพบเอกสารของคนอื่น จะทำการนำส่งป้อมตำรวจหรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่เจ้าของจะได้รับเอกสารนั้นๆคืนได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทำการแจ้งป้อมตำรวจแล้วหรือว่าติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาเจอ ขั้นตอนต่อไปที่เราจะต้องทำคือ ติดต่อหน่วยงานสถานฑูตครับ โดยโทรไปแจ้งเรื่องและสอบถามขอความช่วยเหลืออันดับต่อไปจากทางสถานฑูตเลยครับ

หนังสือหัดพูดจีนแบบเป็นเร็ว ใช้ได้จริง
เปล่าครับเปล่า ผมไม่ได้มาโฆษณาขายหนังสือหัดเรียน หรือว่าพูดจีน หรือว่าภาษาจีนสำหรับนักท่องเที่ยวในมุมนี้เลย ไม่ชริ๊งงไม่ชริงงงง!!!! เพียงแต่ต้องการจะบอกว่าการมีอีหนังสือพวกนี้พกติดกระเป๋าไว้ระหว่างเดินทางนั้น จะสร้างความอุ่นใจในการเที่ยวไต้หวันได้ราวกับห้อยพระรอด พระขุนแผน ได้ก็มิปาน เพราะว่าถ้าหากถึงคราวซวยที่มือถือเจ้ากรรมดัน ทำงานไม่ได้ หาศัพท์ไม่เจอ หรือว่าแบตฯดันมาหมดระหว่างทาง อีหนังสือพวกนี้แหล่ะจะเป็นใบเบิกทางของเราไปสู่มอร์ดอร์เองนั้นแล โดยขอแนะนำว่าควรจะเลือกใช้ฉบับที่มีการอ่านคำแบบ พินอิน และยิ่งถ้ามีการใช้ตัวอักษรจีนแบบตัวเต็มประกอบไปด้วยจะทำให้ชีวิตของคุณปลอดภัยยิ่งกว่าใช้ยางมิชลินก็มิปานครับ


Highlight Summary:
- ถึงไต้หวันครั้งแรก หาซิมได้ที่ไหนหาเลยฮะ ยิ่งอยู่ยาวมือถือเก่า ซื้อใหม่พ่วงแพ็กเกจไปเลย เชื่อเถอะ คุ้ม!
- แอปหลายๆอย่างสมัยนี้สามารถช่วยชีวิตเราได้แน่นอน Google package (Maps, translate) จำเป็น
ล่าสุด Google translate สามารถดาวน์โหลดศัพท์มาเก็บไว้ในเครื่องใช้ออฟไลน์ได้แล้ว พร้อมฟังก์ชั่นเอากล้องไปส่องแล้วแปลก็มีแล้วเหมือนกัน
- Pleco คือพจนานุกรมชั้นอ๋อง ช่วยให้ชีวิตรอดปลอดภัยมานับต่อนับแล้ว
- ใครอยู่ไทเป ไถจง เกาสง หรือว่าเมืองไหนที่มีระบบขนส่งมวลชนใหญ่ๆ จะมีแอปเกี่ยวกับเส้นทางเดินรถ รถไฟฟ้าอยู่ โหลดมาโลด
- บางทีเน็ตหมด พกหนังสือสอนพูดจีนไว้เอาไว้หัดพูดง่ายๆก็ไม่เสียหาย


Credit: ขอขอบคุณข้อมูลและรูปประกอบจาก Google

ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure


Monday, February 9, 2015

ตอนที่7 :คุยกับชาวไต้หวัน



13 กันยายน 2555 

แผนกตรวจคนเข้าเมือง สนามบินนานาชาติเกาสง เวลา 20:55 เวลาไต้หวัน

นี่เป็นบทสนทนาแรกที่ผมได้คุยกับคนไต้หวันครับ เป็นพี่พนักงานตรวจคนเข้าเมือง
 ใช่ครับ สูตรเดียวกับในหนังแบบที่หลายๆคนเคยดูนั่นแหล่ะครับ ไม่รู้ทำไม ตม.ที่ตรวจผมนี่ไซส์นักมวยปล้ำ WWE ตัวใหญ่ๆ แบบล้มหมีได้ด้วยมือเปล่า และหน้าตาเหมือนหมีด้วย -_-" (โฮก)

ผม: สวัสดีครับ
พี่พนักงาน:…. ขอพาสปอร์ตหน่อยครับ
ผม: นี่ครับผม (ยื่นพาสปอร์ตให้พี่แกไป)
พี่พนักงาน: อันนี้มาไต้หวันทำอะไรครับ (ภาษาอังกฤษสำเนียงจีน)
ผม: มาเรียนครับผม ปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยนี้ครับ (ยื่นเอกสารตอบรับให้พี่แกไป)
พี่พนักงาน: ทำหน้าเครียดแล้วหันไปคุยกับเพื่อนที่อยู่บูทข้างๆ
ผม: ……. (ชิบหายแล้วมีเรื่องรึเปล่าวะ)
พี่พนักงาน: มีเอกสารอย่างอื่นยืนยันอีกไหมครับ พักที่ไหนครับ?
ผม: ไม่มีแล้วนะครับ ผมพักที่หอของมหาวิทยาลัยครับ
พี่พนักงาน: หันไปถามเพื่อนอีก เริ่มเสียงดังขึ้น
ผม:…. (กูยังไม่ได้ทันเข้าประเทศ สงสัยจะส่งกูกลับแล้วมั้งเนี่ยะ)
พี่พนักงาน: ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ เชิญผ่านได้ครับ
ผม: โอ้ว ขอบคุณครับ
พี่พนักงาน: เดี๋ยว!!!
ผม: ครับผม? (เอาแล้ววึ๊ยยย!!)
พี่พนักงาน: ผมพึ่งเห็นว่าวันนี้เป็นวันเกิดคุณ สุขสันต์วันเกิดนะครับ
ผม: ขอบคุณมากครับ (โอยย พี่ไม่ต้องเซอร์ไพรส์วันเกิดผมก็ได้ครับ ใจไปอยู่ตาตุ่มแล้ว)

ถือว่าเป็นความประทับใจแรกในไต้หวันตั้งแต่เข้าประเทศกันก็ว่าได้  โอ้ว.....นี่มันคงเป็นอย่างที่เค้าว่ากันว่าคนเราอย่ามองเพียงแค่ใบหน้าสินะ  หลังผ่านแผนกตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว ผมแวะซื้อซิมการ์ดสำหรับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้ข้อมูลตอนก่อนมาว่า ถ้าไปซื้อข้างนอกสนามบิน จะเสียเวลาและมีวิธีการที่ซับซ้อนมากกกกก เพราะต้องให้เพื่อนชาวไต้หวันช่วยลงทะเบียนในการเปิดซิมก่อน และต้องนำบัตร ARC (Alien Resident Visa) พาสปอร์ต บางทีอาจจะลามไปถึงเอกสารรับรองการเข้าเรียน ไปเปลี่ยนหลังจากที่เป็นนักเรียนตัวเต็มวัยแล้ว ผมเลยจัดมันซะตั้งแต่ตอนถึงสนามบิน เพื่อที่จะได้โทรบอกที่บ้านว่ายังครบ32ประการดีอยู่ โดยที่เป็นแบบเติมเงิน emome ของ Chunghwa telecom ซึ่งเสียค่าลงทะเบียนเบ็ดเสร็จแล้วจะตกประมาณ 400 NTD พร้อมค่าโทร และโทรกลับไทยจะตกประมาณนาทีละ 2.20 NTD แต่ว่าค่าโทรหากันในประเทศนิ เข้าขั้นแพงบรรลัย โดยคิดค่าโทรเป็นวินาทีครับ -_-"



 หลังจากที่ทำการซื้อซิมเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาเดินทางไปสู่เมืองไถหนาน (Tainan) ซึ่งผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในอีกสองปีข้างหน้า โดยที่ทางมหาลัยได้มีการส่งรถมารับนักศึกษาต่างชาติ (โดยที่เราต้องลงทะเบียนไว้ก่อน) ซึ่งอากาศตอนออกมาข้างนอกสนามบิน มันช่างได้ฟิลลิ่งแบบ
อ่าห์..... นี่เราเป็นนักเรียนนอกแล้วสินะ 


ระหว่างที่นั่งรถจากสนามบินไปยังมหาวิทยาลัย ฝนก็ตกมาตลอดทางเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูร้อนไปเป็นฤดูใบไม้ร่วง ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่อยู่บนเครื่องบิน ผมนั่งติดกับคุณพี่ชาวไต้หวันคนหนึ่ง อายุราวๆ 30ปี ชื่อ “เอ็ดดี้” ระหว่างที่ผมกำลังเช็คกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง เอ็ดดี้เปิดบทสนทนาถามผมก่อนว่า "มาเที่ยวไต้หวันหรอ?" ผมบอกเอ็ดดี้ไปว่าผมมาเรียนต่อปริญญาโทไต้หวัน แกเลยบอกว่า ถ้าแกยังเป็นนักเรียนอยู่ แล้วรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นว่าชอบออกไปท่องเที่ยว แกก็อยากจะไปเรียนที่ต่างประเทศบ้าง แล้วเอ็ดดี้ก็เล่าว่า แกไปทำงานที่เมืองไทยมาได้ประมาณ 6 ปีแล้ว ปกติต้องบินไปบินกลับ ประมาณสองเดือนครั้ง แกเลยยิงมุกว่า ถ้าอีกหน่อยบริษัทเปลี่ยนให้เดินทางไปเมืองไทยทุกเดือน คงจะได้มีแฟนเป็นคนไทยแน่ๆ (เอ้าฮาา)

ผมเลยถามแกว่า ปกติแล้วคนที่นี่เค้าแต่งงานกันอายุเท่าไหร่ เอ็ดดี้เลยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนคนไต้หวันยี่สิบกว่ากลางๆ ก็จะเริ่มแต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว แต่พอมาถึงสมัยนี้ แต่ละคนมีแนวโน้มจะแต่งงานกันช้าลง เพราะคิดว่า ต่างฝ่ายต่างต้องมั่นใจว่าดูแลพ่อแม่ตัวเองดีและมีเงินพอเก็บพอใช้สำหรับตัวเองแล้วถึงจะแต่งงาน และค่านิยมแต่งงานช้านั้นจึงค่อยๆเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นในสังคม เหมือนๆกับอารยธรรมตะวันตก แกเล่าว่าเมื่อก่อนถ้าเห็นมีการกอดกันกลางถนนนี่ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่สมัยนี้แกบอกว่าติดเรทยิ่งกว่านั้นไปหลายเท่าจนสังคมเริ่มจะยอมรับกันบ้างแล้ว แกเคยเล่าว่าบางทีไปเดินตามสวนสาธารณะใหญ่ๆ ตอนกลางคืน ถึงขั้นเจอผีพุ่มไม้กันเลยก็มี

เอ็ดดี้บอกผมว่า แกเคยไปศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแบบเมืองไทยมาบ้าง เพราะว่าแกชอบไปเที่ยววัดของเมืองไทย วัดของเมืองไทยสวยและดูเรียบง่ายกว่าวัดของไต้หวัน แล้วยังเล่าต่อว่าหลักทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีความคลาสสิคและเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันมาก เพราะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับคนที่มาจากหลายยุคสมัยร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ยึดเอายุคสมัยของตัวเองมาวัดความถูกต้องกับคนในยุคสมัยปัจจุบัน ขณะที่ผมนั่งฟังแล้วพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกับแกไป 

เอ็ดดี้ถามผมว่าตอนที่มีเหตุการณ์ประท้วงที่เผากรุงเทพเมื่อหลายปีก่อน เราคิดว่ายังไง ผมบอกแกไปว่าเพราะว่าคนเราไม่ยอมเข้าหากันและคุยกันด้วยเหตุผล คิดว่าฝ่ายของตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกเพราะแต่ละฝ่ายเชื่อว่าเหตุผลของตนนั้นเป็นสิ่งที่ถูก จึงทำให้สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องมารับความเสียหายนั้นกลับเป็นคนที่ไม่ได้เลือกข้างหรือเป็นกลุ่มคนที่มุ่งทำมาหากินเพื่อดูแลครอบครัว 

เอ็ดดี้บอกว่าคนเราบางครั้งมีอีโก้ของตัวเองที่สูง และคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกแต่ไม่ชอบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่เคยมองว่าถ้าตัวของเค้าเองถูกกระทำในแบบเดียวกันเค้าจะรู้สึกยังไง ผมเลยถามแกว่านี่ทำงานเป็นนักจิตวิทยาหรือว่านักสันติภาพหรือเปล่า เพราะว่าถ้ามีคนแบบเอ็ดดี้สักล้านคน โลกนี้คงสงบกว่านี้เยอะ เอ็ดดี้บอกว่าเค้าทำงานเกี่ยวกับบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง แกเล่าไปหัวเราะไป แล้วบอกว่า ไม่แน่ว่าถ้าผมได้ไปเมืองไทยบ่อยๆ อีกหน่อย ผมอาจจะย้ายไปอยู่เมืองไทย เปลี่ยนจากไม่หาเมีย แล้วบวชเป็นพระให้มันรู้แล้วรู้รอดกันเลยทีเดียว

ผมยังนึกเสียดายจนถึงทุกวันนี้ที่ไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อหรืออีเมล์เอ็ดดี้ไว้เผื่อเอาไว้สมัครงาน เอ๊ยย!! ไว้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ผมคิดว่าบางที การเรียนรู้เรื่องวิชาชีวิตนั้น นอกจากเราจะเรียนได้ผ่านการเจอหรือโดนด้วยตัวเองแล้ว การเรียนรู้จากประสบการณ์จากคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากที่คนที่มาจากต่างประเทศต่างภาษา ทำให้เราพบว่าบางทีคนเราก็ไม่ได้แตกต่างกันมากขนาดนั้น 

อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความ”ต่าง”ของแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหน เหมือนกับรองเท้าที่มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน มีเบอร์สำหรับคนที่มีขนาดเท้าแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ ปกป้องเท้าของเราให้ปลอดภัยระหว่างการสวมใส่ สิ่งนี้ต่างหากคือหน้าที่หลักของรองเท้านั่นเอง 

Highlight Summary:
- อย่าลืมซื้อซิมที่สนามบินถ้ามีโอกาส ราคาไม่ต่างจากในเมือง ถ้าถึงแล้วบูทยังเปิดอยู่ก็ซื้อเถอะ
- คนไทยและคนไต้หวันมีนิสัยบางอย่างเหมือนกันและมีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน
- culture shock และ weird feeling เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเปิดใจยอมรับในความต่าง คนเราเกิดและโตมาไม่เหมือนกัน
- เวลาคิดอะไรไม่ออกไม่ต้องกลัวเพราะพูดภาษาจีนไม่ได้ พูดอังกฤษไปเลยข่ะ อย่างน้อยเค้าอาจจะเข้าใจก็ได้


Credit: ขอขอบคุณข้อมูลและรูปประกอบจาก Google

ตามไปดูชีวิตไร้สาระประจำวันของคนเขียนได้ที่ Instragram: @puipuiiadventure

ปล.ช่วงก่อนหายไปเพราะเป็นช่วงหยุดยาวตรุษจีนที่ไต้หวัน ตอนนี้กลับมาแล้วคร๊าบ ชอบไม่ชอบ มีคอมเม้นต์ ติ ชม สามารถสอบถามกันเข้ามาได้เลยนะครับ :)